
ตะโกลาในวรรณคดีของอิน
ในวรรณคดีของอินเดียฝ่ายบาลี
โดยเฉพาะคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ได้มีการกล่าวถึง
เรื่องการเดินเรือไปยังสุวรรณภูมิ เหมือนกัน เช่น สังขชาดก
เล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ กลัวว่าเงิน สำหรับ ให้ทานในโรงทานของตนจะขาดมือ
จึงลงเรือไปค้าขายทาง "สุวรรณภูมิ"หรือ ในมหาชาดก เล่าเรื่อง พระโพธิสัตว์
พระมหาชนก ขออนุญาตพระมารดาไปค้าขาย
ยังสุวรรณภูมิเพื่อหาทรัพย์สินมากู้ราชบัลลังก์แล้วเรือแตกกลางทะเลจนนางเมขลาต้องช่วย
จะเห็นได้ว่าวรรณคดีของอินเดียฝ่ายบาลี เหล่านี้
เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า ในสมัยที่แต่งคัมภีร์ชาดกนั้น
ได้มีการเดินเรือมาค้าขายยังสุวรรณภูมิแล้ว
และคำภีร์ชาดกนั้นแต่งกันตั้งแต่ราวสมัย ไม่น้อยกว่า สาม ศตวรรษ
ก่อนคริสตศักราช นั้นคือไม่น้อยกว่า 2,300 ปีมาแล้ว
เมื่อกล่าวตามหลักแห่ง วิชาโบราณคดี
คือถือเท่าที่หลักฐานพยาน ปรากฏอยู่เป็นวัตถุแล้ว เราอาจกล่าวได้
โดยการคำนวณจากจดหมายเหตุจีน หรือชิ้นวัตถุ เช่น เศษกระเบื้องสินค้า
หรือแม้ แต่ รูปปฎิมากรรมต่าง ๆ ที่ตกอยู่เป็นเครื่องบอกเวลา
ก็กล่าวได้แต่เพียงว่า เมื่อสัก 2,000 ปีมาแล้ว จึงเป็นอันยุติในชั้นนี้
ว่า ชาวอินเดีย ได้เข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิ ในลักษณะของพ่อค้า และหา
ดินแดนเมืองขึ้น นอกมาตุภูมิตั้งแต่ สมัยเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว
ในศตวรรษที่ 4 แห่งคริสตวรรษ(ราว พ.ศ. 900)
งานออกแสวงหาดินแดน เพื่อตั้งบ้านเมือง
ของชาวอินเดียได้เป็นไปอย่างเป็นปึกแผ่นทั่วดินแดนของสุวรรณภูมิ
รวมทั้งทางอินโดจีน
นอกจาก TAKOLA"ตะโกลา"ตามชายฝั่งทางใต้
มีจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ชาวอินเดีย มาถึงและตั้งบ้านเมือง จุดนี้ได้แก่
เกดาห์ ในรัฐไทรบุรีบนยอด เขาเกดาห์(Kedah - Peak)
มีโบราณสถานทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ถึง พ.ศ.1100
และเป็นแบบเดียวกันที่ตะกั่วป่า (TAKOLA)
จาก เกดาห์นี้ก็มีทางเดินข้ามแหลม
ไปยังฝั่งทะเลทางตะวันออก แต่เนืองจากความกว้าง ของแผ่นดินตรงนี้มีมาก
จึงไม่ใช่วิสัยที่ ชาวอินเดีย จะใช้เป็นทาง คมนาคม
ขนส่งและขนถ่ายสินค้าข้ามแหลม เหมือนที่ TAKOLA "ตะโกลา" หรือ ตะกั่วป่า (TAKUAPA)
ปัจจุบันซึ่งใช้เป็นทางลำเลียงสินค้าข้ามแหลม ได้สะดวกและง่ายกว่า
ต่อไปนี้จะได้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า
ชาวอินเดียได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับ ( TAKOLA) ตะกั่วป่า และใช้เส้นทาง
ตะกั่วป่า ไปยังอ่าวบ้านดอน ในการขนส่งสินค้า ไปยังฝั่งตะวันออก
ของสุวรรณภูมิ เหตุใดชาวอินเดียจึงใช้เส้นทาง ตะกั่วป่า - รอบอ่าวบ้านดอน
เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับข้ามแหลม ทั้งที่ยังมีเส้นทางอื่นๆ อยู่อีกไม่น้อย
เราจะทราบในเมื่อได้ศึกษาเรื่องราว ของ TAKOLA" ตะโกลา"จนเป็นที่เข้าใจ
แล้วนั้นเอง ทำไม่ชาวอินเดียจึงไม่แล่นเรืออ้อมแหลม สิงคโปร์ โดยผ่าน
ช่องมะละกา ก็เนื่องจากช่องมะละกาเต็มไปด้วยโจรสลัด เรือชาวอินเดีย
และชาวเปอร์เซียเล็ก และมีคนเรือน้อยเกินไป ไม่สามารถที่จะสู้
โจรสลัดได้จึงนิยมข้ามแหลม ซึ่ง เป็นการปลอดภัยกว่า ประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าการขนถ่ายสินค้าข้ามแหลมที่ ตะกั่วป่า
เป็นการรวดเร็วกว่า ทั้งไม่ต้องรับอันตรายจากมรสุม โดยไม่จำเป็น แม้ว่า
ในศตวรรษ ที่ 4 แห่ง คริสตศักราชจะได้มีเรือจีนซึ่งใหญ่โตแข็งแรง
และมีลูกเรือมากพอจะสู้กับโจรสลัดได้ ก็หาทำให้ การใช้เส้นทางข้ามแหลม
ตรงตะกั่วป่า ไปยังอ่าวบ้านดอน ชะงักลงแต่อย่างใดไม่
ในตอนเริ่มต้นที่พ่อค้าชาวอินเดียและเปอร์เซีย
รู้จักใช้ช่องมะละกาเป็นทางเดินเรือข้ามแหลม ก็นับว่าปลอดภัยอยู่บ้าง
ครั้งการเดินเรือของพวกพ่อค้าเจริญขึ้นเพียงใดก็ยิ่งเป็นการเร้าสัญชาตญาน
แห่งความเป็นนักยื้นแย่ง ของพวกสลัดมลายู ให้แรงกล้าขึ้นเพียงนั้น
ข้อนี้ทำให้เกิดโจรสลัดขึ้นมาก ทั้งจากฝั่งสุมาตรา และฝั่งมะละกาเอง
ปรากฎตามคำของ ฟาเหียนนักจาริกจีนว่า ในศตวรรษที่ 5
นั้นช่องมะละกาเงียบกริบไม่มีเรือพ่อค้าใดผ่าน เหตุการณ์อันนี้
ก็ทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องใช้ คมนาคม ขนส่งสินค้าข้ามแหลม
จากตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอนและเหตุการณ์อันนี้เองที่ทำให้การเดินเรือไปถึง
หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของชาวอินเดียได้เพลามือลง
จนถึงกับเชื่อกันว่าเส้นทาง ข้ามแหลมตรงตะกั่วป่า ถึงอ่าวบ้านดอนนี้
ได้ประโยชน์
แม้แก่ผู้เดินทางจากอินเดียไปยังชะวาเพราะความจำเป็นในข้อที่ว่าไม่มีเรือกล้า
ผ่านช่องมะละกา ในระยะกาลที่โจรสลัดลุกลามถึงที่สุด
อาจมีผู้คิดว่าเส้นทางตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอน
ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางสำคัญดังกล่าวเพราะยังมีเส้นทางอื่นๆ
ที่อาจใช้ข้ามแหลมได้อย่างเดียวกันคือเส้นทาง เกดาห์- กลันตัน เส้นทางข้าม
คอคอดกระที่กระบุรี เส้นทางเมอกุย ถึงประจวบคีรีขันธุ์ ข้อนี้ได้มีการศึกษา
และพิจารณากันแล้ว และพบความจริงว่าเส้นทางเกดาห์-กลันตัน
นั้นกว้างเกินกว่าที่จะทำการลำเลียงขนถ่ายสินค้าได้สะดวก
คงสะดวกเฉพาะคนที่จะข้ามเป็นส่วนใหญ่เส้นทางที่คอคอดกระถึงชุมพรนั้นเล่าก็ไม่อาจใช้
โดยเหตุผลหลายประการ คือที่ฝั่งกระ ไม่มีที่ทอดสมอ
ที่กำบังลมเหมือนที่ตะกั่วป่า ซึ่งธรรมชาติ อำนวยที่สุด
และชาวอินเดียเหล่านี้มิไช่มาเพียงการเดินทาง
หรือขนถ่ายสินค้าในการแลกเปลี่ยน สินค้าอย่างเดียว
แต่มาเพื่อตั้งภูมิลำเนาด้วย
ที่คอ
คอดกระทั้งฝั่งตะวันตกและฝ่ายตะวันออกไม่มี
ที่เหมาะแก่การทำนาอันเป็นกสิกรรมประจำชาวอินเดียเหล่านั้น
ฉะนั้นที่เส้นทางสายคอคอดกระนี้
จึงไม่มีร่องรอยอะไรที่เหลืออยู่
อันเป็นเครื่องแสดงว่าชาวอินเดียได้เคยใช้เส้นทางนี้
หรือตั้งภูมิลำเนาแถบนี้ ไม่มีโบราณวัตถุตกอยู่ ไม่มีโบราณสถาน หรือ
ศิลปกรรมอื่นๆของชาวอินเดีย ปรากฎอยู่ เส้นทางเมอกุยถึงประจวบ
ก็เป็นอย่างเดียวกัน มิหนำซ้ำ ยังอยู่เหนือเกินไปสำหรับชาวอินเดีย
ผู้ประสงค์จะไปยังทะเลใต้ฉะนั้น จึงไม่มีร่องรอย ทางโบราณ คดี
อันใดที่เส้นทางนี้ เช่นเดียวกับที่เส้นทางคอคอดกระแม้ว่า ในระยะหลัง
คือในศตวรรษที่ 17 พวกมิชชั่นนารี
จะได้ใช้เส้นทางนี้เพื่อไปยังอยุธยาบ้างก็ไม่เป็นเหตุผลอันใดที่แสดงว่าได้มีการใช้เส้นทางสายนี้โดยพวกอินเดียโบราณ
พวกมิชชั้นนารี เหล่านั้นเป็นพวกเดินทางผ่าน แต่พวกอินเดีย
เป็นพวกที่ต้องการตั้งภูมิลำเนาด้วย ดินแดนแถบนี้
ไม่อำนวยแก่การทำกสิกรรมเลย พื้นที่ทำ
กสิกรรมเป็นปัจจัยสำคัญของพวกที่ออกแสวงมาดินแดนใหม่