|
"...เมืองประวัติศาสตร์ พระธาตุทองคำ ชุ่มฉ่ำธรรมชาติ แร่ธาตุอุดม
เครื่องถมสามกษัตริย์ มากวัดมากศิลป์ ครบสิ้นกุ้งปู..."
ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่จะทราบดีว่า
นี่คือคำขวัญเมืองนครศรีธรรมราช จากคำขวัญที่ว่าเมืองประวัติศาสตร์นั้น
นครศรีธรรมราชมีอะไรบ้างที่แสดงถึงความเป็นเมืองประวัติศาสตร์
เรามีพระธาตุทองคำอยู่หนึ่งองค์ มีกำแพงเมืองเหลืออยู่นิดหนึ่ง
นอกนั้นมีโบราณสถานและโบราณวัตถุกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของจังหวัด
ซึ่งบางแห่งอยู่ไกลจากสายตาของแขกผู้มาเยือน
ทำให้มอง
อดีตของนครศรีธรรมราชได้ไม่ชัดเจนนัก
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรแทบจะไม่มี
เหลืออยู่เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังพอที่จะค้นคว้าได้เลย
ขอแสดงความชื่นชมพี่น้องชาวจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง
ที่ยังมีจวนเจ้าเมืองไว้อวดแขกผู้มาเยือน
ทั้งๆที่เมืองเหล่านี้คือเมืองที่อยู่ในความปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช
แต่นครศรีธรรมราชไม่มีสิ่งนี้
อาจจะเป็นเพราะชาวนครศรีธรรมราชเองได้ช่วยกันทำลายอดีตของตนเอง
โดยร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนเพราะความไม่รู้ตัวจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้
และเนื่องด้วยประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
จึงขาดผู้สนใจที่จะร่วมกันจัดทำ
ไม่เหมือนกับประวัติศาสตร์ระดับชาติที่มีผู้สนใจ
ร่วมกันจัดทำอย่างมากมายนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่
(นานไปจะเป็นเมืองเก่าเก็บถ้าไม่มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
)ที่สุดเมืองหนึ่งในคาบสมุทรมลายู
หลักฐานที่พอจะสืบค้นถึงอดีตของเมืองนี้ได้มาจาก ตำนาจาก
จดหมายเหตุของชนต่างชาติ จากศิลาจารึก จากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
และจากประวัติศาสตร์ของชาติไทยบางยุคบางสมัย
จึงทำให้ประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราช ขาดตอนเป็นห้วงๆตามหลักฐานที่ปรากฏ
ไม่ต่อเนื่องเป็นโยงใยอย่างสายน้ำ
เนื้อหาบางตอนจึงดูเหมือนกระโดดไปกระโดดมาชวนให้เกิดข้อกังขาไม่น้อย
กษัตริย์ที่ครองนครศรีธรรมราชในตำนานนี้ก็หาได้เรียงลำดับอย่างถูกต้องแต่อย่างใดก็หาไม่
และกษัตริย์บางพระองค์ก็เหมือนกับมีชีวิตอยู่ในนิยาย
และก็เช่นเดียวกันเกี่ยวกับศักราชและปี พ.ศ.ต่างๆที่ปรากฏในตำนานนี้
ขออย่าได้ถือเป็นสรณะ ขอเพียงแต่เป็นเค้าเงื่อนในการสืบค้นเท่านั้น
สำหรับความจริงและความเชื่อถือเกี่ยวกับตำนานเล่มนี้
ผู้เรียบเรียงไม่รับรองเพราะเป็นการค้นคว้าอดีตของนครศรีธรรมราชมาเสนอเท่านั้น
ส่วนท่านผู้อ่านจะคิดอย่างไร ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านเอง
ผู้เรียบเรียงจึงตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า " ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช
ประวัติศาสตร์ในสายหมอก "
เมืองนครศรีธรรมราชในอดีตเป็นเมืองที่ใหญ่มาก
มีเมืองใน 12 นักษัตร ขึ้นตรงอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชและในบรรดาเมืองต่างๆ
12 เมืองนี้ก็มี เมืองตะกั่วป่ารวมอยู่ด้วย
การที่จะเริ่มเขียนประวัติศาสตร์ทางใต้ ซึ่งหลาย
เมืองในภาคใต้จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในอดีตกาลทั้งนี้รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านเรา
จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึง
เมืองสุวรรณภูมิในอดีต
และในที่นี้ก็จักต้องกล่าวถึงเมือง
ตะโกลา ก่อนเสมอเช่นกัน ประวัติศาสตร์
นครศรีธรรมราชและสุวรรณภูมิได้มีชื่อปรากฏเป็นหลักฐานขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่
๗๑๐ เริ่มต้นจากปรากฏเนื้อความกล่าวพาดพิงถึงดินแดนแห่งนี้
ในเอกสารโบราณของอินเดียในคัมภีร์มหานิเทศ ซึ่งแต่งในราวพุทธศตวรรษที่๗
ได้กล่าวถึงเมืองชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งมีความตอนหนึ่งว่า
เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์
ย่อมแล่นเรือไปในมหาสมุทร ไปคุมพะ(ติคุมพะ) ไปตักโกละ ไปตักศิลา ไปกาลมุข
ไปมรณปาระ ไปเวสุงคะ ไปเวรบถ ไปชวา ไปกะมะลิง ไปวังกะ (วังคะ) ไปเวฬวัททนะ
(เวฬุพันธนะ) ไปสุวรรณกูฎ ไปสุวัณณภูมิ ไปตัมพปาณนิ
ในบรรดาเมืองเหล่านี้
ปรากฏว่ามีชื่อเมืองที่เกี่ยวข้องในดินแดนสุวรรณภูมิอยู่ ๓ เมืองคือ
- เมืองตักโกละ (เมืองตะกั่วป่า)
นับเป็นเมืองชายทะเลที่เปิดทำการค้าขายกับชนต่างชาติ มานานในอดีต
ชาวโรมันในสมัยราชวงศ์ปโตเลมีแห่งอาณาจักรอเล็กชานเดรียในอิยิปต์
เคยแล่นเรือมาทำการค้าขายกับเมืองนี้ ได้เรียกชื่อเมืองนี้เพี้ยนไปเป็น
ตักโกละ (Takola) ซึ่งในราวพุทธศตวรรษที่ ๘๐๐
ชาวโรมันได้เคยแล่นเรือมาทำการค้าขายในดินแดนแถบนี้ โดยได้พบซากหัวเรือ
โลหะโบราณและตะเกียงชาวโรมันในลำน้ำสายหนึ่ง
ซึ่งเชื่อมโยงมาจากเมืองตะกั่วป่า ทำให้พออนุมานได้ว่า
เมืองตะกั่วป่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่เปิดประตูไปสู่สุวรรณภูมิในอดีต
- กะมะลิง (ตะมะลิง)
เป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ชาวอินเดียรู้จักในามของเมืองนครศรีธรรมราชท่านศาสตราจารย์
ปรณะวิตานะ(Paranavitana) นักปราชญ์ชาวลังกามีความเห็นว่า คำว่า ตมะลิ(Tamali)
บวกกับคำว่า คัม(Gam) เป็นคำว่า ตมลิงคัม(Tamalingam) หรือ ตมลิงคม(Tamlingama)
ซึ่งเป็นคำในภาษาสิงหล ตรงกับคำว่า ตามพรลิงค์ในภาษาสันสกฤต
อันเป็นชื่อของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญในอดีต
โดยเฉพาะเป็นการเรียกชื่อของชาวอินเดีย
- สุวัณณภูมิ
คำว่าสุวรรณภูมิเป็นชื่อดินแดนที่เป็นที่รู้จักดีของชาวอินเดียในอดีต
ซึ่งเดินเรือมาทำการค้าขาย กล่าวกันว่าเป็นดินแดนแห่งทองคำ
คงจะเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำมาหากินคล่องหาทรัพย์สมบัติได้ง่าย
เลยเรียกว่าสุวรรณภูมิ
ในหนังสือชินกาลมาลินีซึ่งแต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระชาวเชียงราย
ได้กล่าวถึงเมืองสุวรรณภูมิซึ่งมีชาวอินเดียแล่นเรือมาแสวงหาทองคำเหมือนกัน
ในหนังสือทศชาติตอนพระมหาชนกได้กล่าวถึงเมืองสุวรรณภูมิใจความว่าได้นำเรือไปทำการค้าขายที่สุวรรณภูมิเช่นกัน
แต่เรือได้อับปางกลางทะเลเสียก่อนมีพระมหาชนกองค์เดียวที่รอดชีวิต
ซึ่งดินแดนสุวรรณภูมินี้ทำให้พอทราบเค้าเงื่อนได้ว่า
ชนชาวอินเดียนิยมแล่นเรือมาทำการค้าขายแสวงหาโชคลาภมานานแล้วแห่งหนึ่งในหลายๆแห่ง
เมื่อราว พ.ศ.๖๐๐ มาก่อน
คัดมาจากหนังสือ
"..ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ประวัติศาสตร์ในสายหมอก.."
ที่ผู้เรียบเรียงเขียนในคำปรารภ เกี่ยวกับประวัติสาศตร์ของเมืองนครศรีธรรมราชไว้ |