แคว้นต่างๆก่อนสมัยสุโขทัย

   
การเรียนรู้เรื่องที่มาของคนไทยนั้น บางทีเรียนรู้เรื่องราวอย่างหนึ่ง ก็คิดว่าตัวเองพอจะรู้เรื่องที่มาของบรรพบุรุษไทยแล้ว แต่ถ้าไปฟังการสัมมนาในที่ต่างๆ ก็จะพบว่ามีการเสนอข้อมูลใหม่ขึ้นมาหลายด้าน โดยท่านผู้รู้หลายฝ่ายที่ดำเนินการค้นคว้าตลอดมาไม่หยุดยั้ง จึงเป็นที่น่ายินดีที่แสดงถึงการมีผู้คนให้ความสนใจเรื่องบ้านเมืองไทย แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามจริงจังก็จะรู้สึกเบื่อและท้อถอยว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ๆเผลอๆจึงมีการบ่นว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นยาก ไม่เรียนเสียดีกว่า

    ผู้เขียนขอยืนยันว่าการเรียนรู้ด้วยการอ่าน การฟัง ย่อมสร้างความเข้าใจได้ระดับหนึ่ง แต่หากบวกความสนใจเข้าไปด้วยจะทำให้มีการต่อเนื่องการเรียนรู้นั้น โปรดอย่าลืมว่าเมื่อเราเป็นคนไทยเราก็ต้องเรียนรู้เรื่องของคนไทย เพราะถ้าคนไทยไม่รู้จักประเทศไทยจะสามารถรักษาความเป็นคนไทยและประเทศไทยไว้ได้อย่างไร
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนสมัยประวัติศาสตร์

    การศึกษาความเป็นมาของชนชาติไทย เราจำเป็นต้องรู้จักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเข้าใจภาพรวมของที่ตั้งเขตแดนของบรรพบุรุษไทยในเวลาต่อมา ทั้งนี้ โดยย้อนไปถึงเมื่อประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ปีมาแล้วถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘ (เมื่อมีการใช้จารึกเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณนี้มีการพัฒนาอารยธรรมของตนเองตามลำดับ คือ

  • เมื่อประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว มนุษย์จะรู้จักเพียงการทำเครื่องมือหินอย่างง่ายๆ เรียกว่าเครื่องมือหินกะเทาะ
  • ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว เริ่มรู้จักทำเครื่องมือหินขัด (Polishing stone tool) มีหลักฐานเครื่องมือหินขัดในถ้ำที่ซาราวัค และหินขัดในถ้ำผีแมน จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • ประมาณ ๕,๖๐๐ – ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว มนุษย์เริ่มรู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ กับรู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผาอย่างง่ายๆ (ไม่มีสี) ถือว่าเป็นพัฒนาการของมนุษย์ที่เปลี่ยนจากยุคหินเก่าเข้าสู่ยุคหินใหม่ มีหลักฐานคือเครื่องปั้นดินเผาสีดำ เทา ที่บ้านเชียง และเครื่องปั้นดินเผาที่เมืองบักชอนในเขตเวียดนามเหนือ
  • เมื่อ ๕,๖๐๐ ปีมาแล้ว มีการทำเครื่องมือสำริด (หลักฐานคือเครื่องมือสำริดที่บ้านเชียงและหมู่บ้านเลิงนกทา จังหวัดขอนแก่น) การค้นพบที่บ้านเชียงทำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งสำริดและแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พอๆกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย และเก่าแก่กว่าจีนและอินเดีย
  • ประมาณ ๓,๖๐๐ ปีมาแล้ว มีการทำเครื่องปั้นดินเผาอย่างลายเขียนสี มีหลักฐานเช่นที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี นอกจากนี้มีการทำเครื่องมือเหล็ก ซึ่งมีหลักฐานที่บ้านเชียงด้วย
    ความเชื่อทางศาสนามีความเชื่อเรื่องวิญญาณและเกิดลัทธิบูชาวิญญาณ มีค่านิยมเน้นความเชื่อในสตรี ชนบางกลุ่มให้ความสำคัญทางฝ่ายมารดาโดยเฉพาะความเชื่อในฐานะที่สตรีเป็นผู้มีบทบาทในการทำให้เกิดใหม่ (Reproduction) ผู้หญิงจึงมีความสำคัญทั้งในด้านการปกครองและสังคม

เรื่องราวของสุวรรณภูมิ

    เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ก็ต้องดูแคบเข้ามาถึงบริเวณที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ว่าน่าจะหมายถึงดินแดนส่วนไหนบ้าง ดูตามชื่อสุวรรณภูมิหรือเมืองทองมีปรากฏในหลักฐานต่างๆคือ

  1. พงศาวดารเล่ม ๑๔ ว่าด้วยไทยมาจากเมืองเดิม ระบุว่า แผ่นดินที่เป็นสยามประเทศนี้ เคยเป็นที่อยู่ของคน ๓ ชาติคือ
    ขอม (เรียกกันบัดนี้ว่าเขมร) อยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินต่ำลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งเป็นดินแดนกัมพูชาบัดนี้
    ลาว (ละว้า) อยู่ตอนกลางคือที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดไปทางตะวันออกถึงลุ่มแม่น้ำโขงตอนแผ่นดินสูง (เขตนครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานีและร้อยเอ็ด)
    มอญ อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำสาละวิน ตลอดไปถึงแม่น้ำอิรวดีตอนใต้ ซึ่งเป็นของพม่าในปัจจุบัน
    เหตุที่ได้ชื่อว่าสุวรรณภูมิเพราะมีบ่อทอง
     
  2. เค้ามูลเรื่องสุวรรณภูมิทางศาสนา ปรากฏเนื้อความในหนังสือทีปวงศ์ มหาวงศ์ อันเป็นพงศาวดารลังกาประกอบด้วยศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช สรุปใจความภายหลังพระพุทธปรินิพพานได้ ๒๑๘ ปี ว่าพระเจ้าอโศกได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์มคธ คราวหนึ่งเสด็จไปปราบปรามเมืองกลิงคราษฎร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่อินเดียฝ่ายใต้ชายทะเลตะวันออก ได้ชัยชนะ หลังจากการฆ่าฟันผู้คนเป็นอันมาก ทำให้ทรงคิดถึงการเผยแผ่ธรรมานุภาพ เพื่อลดอกุศลกรรมทั้งมวลที่ได้ทรงกระทำครั้งนั้น ได้ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำบ้านเมืองและถวายราชูปถัมภ์ แด่พระสงฆ์อันมีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นประมุข กระทำสังคายนาพระธรรมวินัยที่เมืองปาฏลีบุตร พ.ศ. ๒๓๔ และส่งเสริมให้มีการส่งสมณะทูต แยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนา ปรากฏจากหนังสือมหาวงศ์ว่าพระโสณะกับพระอุตตระเดินทางไปถึงสุวรรณภูมิ

        นอกจากนี้ยังมีปรากฏในตำนานพระมหาชนกวิงวอนขอทรัพย์กึ่งหนึ่งจากมารดา เพื่อนำเงินไปค้าขายที่สุวรรณภูมิ และในคัมภีร์มหานิทเทสว่า

       
     “....เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ย่อมแล่นเรือไปในมหาสมุทร...ไป ตักโกละ ไปสุวรรณภูมิ....”

    กับเรื่องที่ปรากฏในสังขพราหมณ์ชาดก เรื่องสุสันธีชาดก ล้วนกล่าวว่าสุวรรณภูมิอยู่ทางทิศตะวันออกของอินเดีย เป็นดินแดนที่สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ พ่อค้าอินเดียใน พ.ศ. ๙๐๐ ได้เปิดเมืองใหม่ที่ตักโกละในแหลมทอง ที่ปรากฏในมิลินทปัญหาและในแผนที่โบราณของปโตเลมี ซึ่งเมืองตักโกละนี้คือเมืองตะกั่วป่าในปัจจุบัน (ในหนังสือหลายๆ เล่ม ใช้ชื่อว่า ตะโกลา )

        การกล่าวถึงชื่อสุวรรณภูมิมีปรากฏอีกตามเรื่องราวของชาวอินเดียที่เจริญขึ้นก่อนสมัยการอพยพของอารยัน ได้เปิดเส้นทางการค้าผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มุ่งไปจีน เพราะการค้ากับโรมันถูกปิด เหตุการณ์นี้ปรากฏในเอกสารโรมันประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘ เช่น จดหมายเหตุปโตเลมี (Ptolemy) ที่กล่าวถึงการเดินผ่านมาแหลมทองหรือสุวรรณภูมิ หรืออีกในคัมภีร์ฤคเวทกับหลักฐานอื่นๆ ในทะเลแดงแถบอาฟริกาที่ว่าอินเดียเคยค้าขายกับอาณาจักรโรมัน แล้วต่อมาเส้นทางเดินเรือถูกปิดเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลาย
     
  3. หลักฐานทางมอญอ้างคัมภีร์ศาสนวงศ์ของตนว่า สุวรรณภูมิหรือ “เมืองทอง” อยู่ที่สุธรรมนครหรือเมืองตะโกง (เมืองสะเทิม) ในปัจจุบัน ฝ่ายพม่าก็อ้างว่าสุวรรณภูมิน่าจะเป็นเมืองสุนาปรันตะ ซึ่งเป็นเมืองเก่าของตนและไทยนั้น

        สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเห็นด้วย นายรีส เดวิด ว่าสุวรรณภูมิมีอาณาเขตตั้งแต่เมืองมอญถึงมลายู หรือบางทีอาจขยายไปถึงเมืองญวน แต่ถ้าพิจารณาให้แคบเข้าว่าบรรดาเมืองในเขตมอญ พม่า ถึงมลายู ไม่มีเมืองไหนใหญ่โตเก่าแก่กว่านครปฐมอันเป็นเมืองที่พระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศก มีรูปสัณฐานพระปฐมเจดีย์เหมือนกับสถูปสัญจีของพระเจ้าอโศกก่อด้วยอิฐทำนองเดียวกัน และยังมีศิลารูปวงล้อคือพระธรรมจักรเป็นวัตถุใช้บูชาแทนพระพุทธรูปในครั้งนั้น แต่เมืองมอญกลับไม่มีโบราณสถานใหญ่โตและสำคัญสมเป็นเมืองสำคัญทางพระพุทธศาสนามาก่อน ดังนั้น ศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ จึงน่าจะเป็นที่นครปฐมมากกว่าที่อื่นๆ

        หลักฐานอีกแห่งหนึ่งคือที่จีนกล่าวถึงอาณาจักรจินหลิน (สุวรรณภูมิ) ว่าในสมัยสามก๊ก จูยิ่งกับคังไถ่ถูกเลือกให้เป็นทูตไปเยือนอาณาจักรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (พ.ศ. ๗๗๓) เมื่อกลับถึงเมืองจีน แต่งหนังสือชื่อ “ฟูนันอี้อูจื้อ” ส่วนคังไถ่เขียนหนังสือชื่อ “อูซื่อว่ายก๊กจ้วน” หนังสือสองเล่มกล่าวถึงราชอาณาจักรทางตะวันตกของประเทศจีน ปัจจุบัน “จิน” หมายถึง “สุวรรณ” “หลิน” หมายถึง “ภูมิ” อาณาจักรจินหลินจึงเป็นอาณาจักรสุวรรณภูมินั่นเอง

ประชากรของสุวรรณภูมิ

    แต่เดิมคงเป็นที่อยู่ของมนุษย์ตั้งแต่ ๗,๐๐๐ ปีมาแล้ว ได้พบเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหินหลายแบบโดยเฉพาะที่พบแถบชายทะเลจะเป็นแบบเดียวกับที่พบตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น เกาะบอร์เนียว สุมาตรา เป็นต้น แต่ในดินแดนส่วนกลางของแหลมทองคือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำโขง ปลายแหลมมลายูตอนบนมักได้พบเพียงเครื่องมือเครื่องใช้หินรุ่นใหม่คล้ายกับที่พบในอินเดียและดินแดนแถบอ่าวเบงกอลอยู่ด้วยเป็นอันมาก

สำหรับพวกที่อพยพมาแบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือ

  1. พวกที่อพยพมาจากเกาะข้างฝ่ายใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่มาตั้งถิ่นฐานแถบชายทะเลตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยมาถึงแหลมมลายู กับอีพวกที่อพยพมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มายึดแหลมทองตอนกลางเป็นภูมิลำเนา พวกนี้ยังเหลือเชื้อสายอยู่ คือชาวจะกัน ชาวแมนตรา และข่าจราย ข่าระแดในญวนใต้ ส่วนพวกที่เจริญแล้วคือจาม (แขกจาม) กับชาวมลายู คนเหล่านี้น่าจะเป็นเชื้อชาติเดียวกับชาวเกาะดั้งเดิมในมหาสมุทรแปซิฟิกเช่น ชาวกูบู ในสุมาตรา และชาวปูแนในบอร์เนียว
     
  2. การอพยพสายที่สอง ในสมัยที่มีพงศาวดารแล้ว คือการอพยพของคนไทย พม่าและญวนลงมาจากดินแดนจีนและทิเบตในสมัยหินใหม่ และคงแยกพวกใหญ่ที่ตอนเหนืออ่าวเบงกอลเข้ามาในแหลมทอง ส่วนพวกใหญ่เดินทางเข้าไปในอินเดีย
    พวกที่อพยพมาจากพวกใหญ่ที่อ่าวเบงกอลคือชาติมอญ – เขมร เข้ามาในแหลมทอง เกิดปะทะกับชาวเกาะที่อาศัยอยู่ก่อน ในที่สุดชาวเกาะสามารถรักษาถิ่นของตนไว้ได้ตั้งแต่ใต้จังหวัดสงขลาลงไป นอกนั้นกลายเป็นถิ่น บุรพชนมอญ – เขมร หรืออาจกล่าวได้ว่าดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดลงไปถึงกึ่งกลางแหลมมลายูเป็นบ้านเมืองมอญ ส่วนลุ่มแม่น้ำโขงเป็นดินแดนขอมหรือเขมร

       
    ข้อที่ว่าดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปถึงกึ่งกลางแหลมมลายูเป็นบ้านเมืองเดิมของมอญ เพราะดูจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่หลงเหลืออยู่ กับยังมีพวกตกค้างคือเงาะและละว้า ชนชาติมอญ – เขมร เหล่านี้จะนับถือหญิงยิ่งกว่าชาย หญิงมีอำนาจสูงสุดในครอบครัวและเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ดังมีเรื่องราวก่อนการเข้ามาเป็นใหญ่ของชาวอินเดีย ดินแดนเขมรมีสตรีเป็นเจ้าผู้ครอง เป็นต้น แม้ในปัตตานีก็มีเจ้านครเป็นหญิง แต่หลักฐานที่มีอยู่ไม่อาจแยกมอญ – เขมร ได้เด็ดขาด ข้อที่กล่าวว่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้เป็นมอญ ก็เพียงดูจากโบราณวัตถุสำคัญ ยกตัวอย่างพระพุทธรูปเก่าที่พบในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะต่างจากที่พบในเขมร คือแบบเขมรจะมีริมพระโอษฐ์หนา พระพักตร์เคร่งเครียด แต่ทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พระโอษฐ์จะบางกว่า พระพักตร์แสดงความสงบ นอกจากนี้ยังพบจารึกมอญชิ้นเก่าตามฐานพระพุทธรูปและตามถ้ำเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับแหลมมลายูตอนบนเป็นอันมาก ทำให้เชื่อว่าบ้านเมืองทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและครึ่งหนึ่งแหลมมลายูเป็นบ้านเมืองมอญที่เกิดขึ้นก่อนบ้านเมืองแถบอ่าวมะตะบันและความเจริญก็อุบัติขึ้นก่อนที่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

       
    พวกที่เข้ามาติดต่อกับชาวแหลมทองคือพ่อค้าชาวอินเดีย มีที่มั่นทางการค้าที่ตะกั่วป่าหรือที่นครปฐม ติดต่อไปยังอ่าวตังเกี๋ยและเกาะทางตะวันออก ตามเรื่องที่ปรากฏในพงศาวดารจีน พ.ศ. ๔๕๐ ดินแดนที่ได้ทำการค้าขายติดต่อกับอินเดียจึงเป็นดินแดนที่เจริญขึ้นก่อนและความเจริญนั้นได้แพร่หลายไปสู่ดินแดนส่วนอื่นด้วย

การอพยพเข้ามาในแหลมทองของชาวอินเดีย

  1. ชาวอินเดียที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน พ.ศ. ๓๐๐ ชาวอินเดียพวกนี้มีทั้งที่มาขึ้นที่ดินแดนมอญ แล้วเดินทางมาถึงดินแดนลาวบริเวณที่เป็นอำเภอนครชัยศรีและ (จังหวัดราชบุรีในปัจจุบัน) อีกพวกหนึ่งไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศจามโดยเดินทางอ้อมแหลมมลายู ปัจจุบันคือญวน ชาวอินเดียรอบรู้วิชาการมากกว่าขอม ลาวและมอญ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นครูพระพุทธศาสนาจึงได้มาประดิษฐานในดินแดนนี้ ปรากฏในการสร้างพระปฐมเจดีย์
     
  2. ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพราหมณ์ อพยพเข้ามาประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ ชาวอินเดียกลุ่มนี้มาแต่งงานกับเจ้าเมืองสตรีของขอม เป็นเหตุให้ราชวงศ์ขอมกลายเป็นเชื้อชาติอินเดียรับนับถือศาสนาพราหมณ์ปนกับพระพุทธศาสนา การถือไสยศาสตร์ปนกับพระพุทธศาสนาจึงดำเนินมาตั้งแต่นั้น
     

สำหรับเส้นทางที่ชาวอินเดียเดินทางมานั้นคือ
 

  1. มาทางบก โดยผ่านเบงกอลข้ามเทือกเขาปาดไก่เข้าสู่พม่าตอนบน
     
  2. ลงเรือข้ามอ่าวเบงกอลมาขึ้นที่อ่าวเมาะตะมะ หรือมาขึ้นที่ฝั่งมะริด ทวาย ตะนาวศรี แล้วเดินทางบกเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยผ่านกาญจนบุรี
     
  3. ลงเรือข้ามมหาสมุทรเข้าช่องแคบมะละกา มาขึ้นบกที่แหลมมลายู หรืออาจจะอ้อมไปเลย เข้าอ่าวญวนไปกัมพูชา และจามปา

    พวกอินเดียสามารถปกครองเมืองขอมและขยายอำนาจออกไปจนถึงดินแดนลาวในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
และในลุ่มแม่น้ำโขงเป็นอาณาจักรขอม พวกลาวตกอยู่ในอำนาจขอมหลายร้อยปี มีเทวสถานที่เรียกว่าปรางค์บ้าง กู่บ้าง ซึ่งพวกขอมสร้างด้วยศิลา ที่เป็นเมืองใหญ่ก็มีเทวถานขนาดใหญ่ เมืองน้อยก็สร้างเทวสถานขนาดเล็ก ในที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีเมืองลพบุรีเป็นเมืองหลวงปกครองดินแดนด้านใต้เรียกว่าแดนละโว้ เหนือขึ้นไปคือสุโขทัยปกครองดินแดนตอนเหนือเรียกว่าดินแดนสยาม ทางแดนลาวเขตลุ่มแม่น้ำโขงมีพวกขอมมากกว่าบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สังเกตตามเทวสถานที่ปรากฏอยู่ดูเหมือนจะแบ่งเป็น ๒ มณฑล คือ มณฑลตะวันตกสร้างเมืองพิมายเป็นเมืองหลวง มณฑลตะวันออกสร้างเมืองสกลนครเป็นเมืองหลวง ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีเทวสถานของขอมเฉพาะที่เมืองเชลียงเป็นเหนือสุด

    การปกครองเมืองลาวเป็นการส่งส่วยมากกว่าที่จะปกครองเอง เช่นในพงศาวดารเล่าเรื่องเมืองละโว้ส่งนางจามเทวีไปครองเมืองหริภุญชัย เห็นเป็นวิธีการขยายอำนาจเอาเมืองส่วยมาเป็นเมืองปกครองต่อไป แต่เรื่องนางจามเทวีเป็นเรื่องชั้นหลังเมื่อขอมส่วนใหญ่จะหมดอำนาจแล้ว พวกขอมขยายอำนาจขึ้นไปเมืองหริภุญชัยไม่นาน พระเจ้าอโนรธามังช่อซึ่งครองพุกามประเทศพม่าก็ปราบเมืองมอญไว้ในอำนาจ แล้วยกกองทัพมาตีลาว ปราบได้ทั้งขอม ลาวและพม่า ประมาณร้อยปี พอพม่าอ่อนอำนาจลงก็ถึงสมัยชนชาติไทยเดินทางลงมาในเขตนี้

    ชนชาติไทนั้นแต่เดิมอยู่ทางตอนใต้ของจีนคือมณฑลฮุนหนำ กุยจิ๋ว กวางไส กวางตุ้ง ปกครองเป็นอิสระต่อกันหลายพวกหลายเหล่า ครั้นจีนมีอำนาจก็รุกรานไทยลงมาตามลำดับความในสามก๊กที่ขงเบ้งปราบฮวนก็คือคนไทยนั่นเอง

    พวกไทยอพยพตั้งแต่ พ.ศ. ๘๐๐ มาตั้งถิ่นฐานทางทิศตะวันตกหลายแห่ง เมื่อความปรากฏก็มีคนไทยอพยพลงมา พวกหนึ่งไปที่ลุ่มแม่น้ำสาลวิน ได้นามต่อมาว่า “ไทยใหญ่” หรือ “เงี้ยว” อีกพวกหนึ่งอพยพมาทางแม่น้ำโขงคือ “ไทรน้อย” พวกไทยใหญ่นี้ต่อมาเรียกว่า “สิบเก้าเจ้าฟ้า” ส่วนเมืองของไทยน้อยหรือเรียกว่า “สิบสองเจ้าไทย” (สิบสองจุไทย) อยู่เหนือเมืองหลวง พระบางปัจจุบัน ต่อไปทางทิศตะวันตกเรียก “สิบสองปันนา” (เมืองเชียงรุ้ง) อาณาจักรไทยเหล่านี้ต่างเป็นอิสระแก่กัน

    พ.ศ. ๑๔๐๐ แคว้นสิบสองจุไทยมีคนสำคัญเป็นเจ้าเมือง คือขุนบรมสามารถชักชวนชาวไทยอพยพลงใต้ในเขตขอม ได้เขตแดนแม่น้ำโขงข้ามมาทางฝั่งขวา แต่นั้นไทยก็ขยายตัวลงมาเป็นแดนไทยลุ่มแม่น้ำโขงสองมณฑล ทางตะวันออกเรียกว่า “ล้านช้าง” ส่วนทางตะวันตกเรียกว่า “ล้านนา” ตั้งเมืองเซ่าคือเมืองหลวงพระบางบัดนี้เป็นเมืองหลวงในล้านช้าง ส่วนล้านนานั้นเดิมตั้งเมืองไชย (เรียกตามพื้นเมืองว่าเมืองใจ) เป็นเมืองหลวง แล้วจึงตั้งเชียงแสนเป็นเมืองหลวงในแดนล้านนาต่อมา ขอมพยายามขับไล่แต่ไม่สำเร็จ
นี่ก็คือเรื่องราวอันเป็นที่มาของบรรพบุรุษไทยที่กระจัดกระจายไปตั้งถิ่นฐานตามที่ต่างๆก่อนยุคสุโขทัย

จากหนังสือ ต่วยตูน พิเศษ ประจำเดือนกันยายน 2544

ที่อยู่ ตะโลา.คอม