พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ประติมากรรมสมัยศรีวิชัยที่งดงามที่สุด
บทความจาก อนุสาร อ.ส.ท.
มีนาคม 2544
อวโลกิเตศวร.....
พบที่สนามหญ้าตรงหน้าบริเวณกำแพงพระบรมธาตุออกไป สมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงเสด็จมาพบด้วยพระองค์เอง
ผู้ที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในเวลานั้นเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า
ท่านทอดพระเนตรเห็นตั้งแต่บนหลังช้าง
ช้างยังไม่ทันจะทรุดตัวลงอย่างเรียบร้อย ท่านก็รีบลงอย่างกะว่าหล่นลงมา
ตรงไปอุ้มรูปนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง
จากหนังสือแนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน
โดยพระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
อวโลกิเตศวรที่กล่าวถึงนี้ก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดสมัยศรีวิชัยขนาดใหญ่เท่าตัวคน
ชำรุดเหลือครึ่งท่อน มี 2 กร สูง 114 เซนติเมตร
ได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมชิ้นที่งดงามที่สุดในศิลปะศรีวิชัย
(อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13 - 18 )
สภาพเดิมก่อนที่จะพบนั้นถูกทิ้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้ากำแพงวัดพระบรมธาตุไชยาฯ
เนื่องจากคนรุ่นหลังไม่ทราบว่าเป็นประติมากรรมในพระพุทธศาสนา
เมื่อเห็นว่ามิใช่พระพุทธรูป
และอยู่ในสภาพชำรุดหักพังเพียงครึ่งองค์จึงไม่มีผู้ใดสนใจ
จนกระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาที่วัดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2448
จึงได้อัญเชิญไปไว้ที่พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร
ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครเมื่อปี พ.ศ. 2549
ในสมัยรัชกาล ที่ 7 จึงได้นำไปจัดตั้งแสดงเป็นศิลปะชิ้นสำคัญ
ประจำที่พิพิธภัณฑ์ ฯ สืบมา
ตามความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายานนิยม
สร้างรูปพระโพธิสัตว์เป็นที่เคารพบูชา
เพราะเชื่อกันว่าพระโพธิสัตว์มีหน้าที่ช่วยเหลือ ผู้ให้แสงสว่าง
และผู้สอนพระธรรม แต่ก็ยังมีลักษณะทางโลกปะปนด้วย การสร้างสมัยแรกๆ
เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย นิยมสร้างให้มีลักษณะเป็นแบบกษัตริย์
ต่อมาได้สร้างให้มีลักษณะเป็นนักบวชมากขึ้น
มีแต่ชฎามงกุฎเท่านั้นที่เหมือนกัน
จากนั้นได้มีวิวัฒนาการในเรื่องเครื่องประดับตกแต่งมากยิ่งขึ้น มี 2 กรบ้าง
4 กรบ้าง วิธีสังเกตว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรดูได้จากพระพุทธรูปองค์เล็กเหนือศิราภรณ์และถือดอกบัว
ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยจะมีสถูป หรือเจดีย์องค์เล็กๆ เหนือศิราภรณ์และถือดอกชบา
ในเมืองไทยได้พบพระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมากที่ภาคใต้
มีทั้งขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่เท่าคนจริง มีทั้งประทับนั่งและประทับยืน มี 2
กร และ 4 กร ที่พบมาก ได้แก่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา อำเภอสทิงพระ
จังหวัดสงขลา อำเภอเมืองฯ และอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
และอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยเฉพาะประติมากรรมชิ้นเอกล้วนพบที่อำเภอไชยาทั้งสิ้น
ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมที่ได้รับอิทธิพล จากศิลปะอินเดีย
ซึ่งแพร่หลายเข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา
มีทั้งที่เป็นศิลปะสมัยคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ 9-13) และสมัยปาละ
(พุทธศตวรรษที่ 13-17)
นอกจากนี้ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับชิ้นที่พบในเกาะชวาภาคกลาง
ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียเช่นเดียวกัน
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์ที่พบที่พระบรมธาตุไชยาได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมที่งดงามที่สุดในศิลปะสมัยศรีวิชัย
มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่14 แม้จะชำรุดและเหลืออยู่เพียงครึ่งองค์
แต่ก็ยังมีร่องรอยความงดงามปรากฏอยู่ในท่าเอียงสะโพก หรือตริภังค์
นุ่งห่มลำตัวท่อนบนด้วยหนังกวาง มีรูปช้างและกวางอยู่ที่พระอังสาซ้าย
มีลักษณะแบบเดียวกับยุวราช
ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างงดงามคล้ายกับศิลปะในราชวงศ์ไศเลนทร์ชองชวาภาคกลางในประเทศอินโดนีเซีย
พระพักตร์แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่อ่อนโยน สมดังพระนาม
พระเป็นเจ้าผู้คอยดูแลคุ้มครองมวลสรรพชีวิตด้วยพระเมตตาจากเบื้องบน
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์จริงแม้จะถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
พระนคร แต่ก็ได้จำลององค์เหมือนจริงทุกอย่างไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สำหรับผู้สนใจจะชมพร้อมกับโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก
ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระบรมธาตุไชยาวรวิหาร พระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม)
เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเมือปี พ.ศ. 2478 ต่อมาพระครูอินทปัญญาจารย์
(พุทธทาสภิกขุ) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยาฯ
เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างอาคารถาวรหลังแรก สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2495
ต่อมากรมศิลปากรได้งบประมาณสร้างอาคารหลังที่ 2
และทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2525 มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์
ศิลปะและโบราณคดี
อาคารพิพิธภัณฑ์หลังแรกแบ่งเป็น 2 ส่วน
จัดแสดงรูปจำลองประติมากรรมรูปเคารพที่พบในอำเภอไชยา
และใช้เป็นที่จัดนิทรรศการพิเศษชั่วคราว ส่วนอาคารหลังที่ 2 แบ่งเป็น 5
ส่วน เป็นการแสดงตามหลักวิชาการเกี่ยวกับศิลปวัตถุ
ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
การแสดงศิลปวัตถุเนื่องในพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์
การจัดแสดงพระพุทธรูปและสิ่งของที่ทำด้วยเงินและทองคำ
ที่มีผู้นำมาถวายพระบรมธาตุไชยา
การแสดงศิลปะพื้นบ้านและการแสดงเครื่องอัฐบริขารประเภทต่างๆ
เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 09.00-16.00 นาฬิกา หยุดทุกวันจันทร์
วันอังคาร และวันนักขัตฤกษ์