บันทึกตะกั่วป่า 3 ยุค

ในสมุดพกนักเรียน 'สึนามิ'

"ทำไม ตะกั่วป่า เพียงอำเภอเดียวจึงเป็นพื้นที่สูญเสียทั้งชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินมากที่สุดใน 6 จังหวัดอันดามัน"

จากคำถามที่ว่า หากตรวจสอบอัตชีวประวัติของพื้นที่ ผ่านข้อมูลปูมเศรษฐกิจและการทำมาหากิน 3 ยุค ของ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ที่ชี้ให้เห็นถึงการขูดรีดฐานทรัพยากรธรรมชาติที่เคยสร้างเศรษฐีมาหลายยุค

ตะกั่วป่า ประหนึ่งสมุดพกนักเรียนสึนามิ ที่ภาคธุรกิจ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้กำหนดนโยบายจากส่วนกลาง ควรอ่านและเรียนรู้ จากที่นี่ให้มาก

สมุดพกหน้าที่ 1 : ปูมฐานทรัพยากร

เมืองตะกั่วป่าตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลอันดามัน ภูมิประเทศเป็นเนินเขาและภูเขา มีที่ราบน้อย แต่อุดมด้วยแร่ดีบุกที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดของประเทศ พบปะปนตามแนวหินแกรนิตของทิวเขา ส่วนบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีหินแกรนิตก็มีแร่ดีบุกสะสมเป็นแหล่งลานแร่ (Alluvial Deposit) ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของแร่ใต้ชายฝั่งทะเลนี้เองสัมพันธ์กับคำถามที่ว่า ทำไมระดับความรุนแรงและความเสียหายจากคลื่นสึนามิจึงถึงขั้นยับเยิน

ฐานทรัพยากรของพื้นที่ ตะกั่วป่า มีทั้ง ป่าไม้ ภูเขา ทะเล และขุมแร่ดีบุก รวมถึงสิ่งถูกมองข้าม คือ วัฒนธรรมปักษ์ใต้ที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างจากฝั่งอ่าวไทย ที่บอกเราว่าปักษ์ใต้มีความหลากหลาย ด้วยพื้นที่อันดามันเป็นชุมชนไทยจีนที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนั้น ขนมจีน อาหาร ขนมและอุปนิสัยใจคอแตกต่างจากคนใต้ฝั่งอ่าวไทย

หน้าที่ 2 อัตชีวประวัติของเมือง : เศรษฐกิจ

ตะกั่วป่าเป็นเมืองโบราณ เช่นเดียวกับรัฐเล็กๆ ตามชายฝั่งสมุทรอันดามัน ที่ฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การเกษตรแต่เป็นการค้าทางเรือ เดิมอยู่ใต้อำนาจของเมืองนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่าตะกั่วป่า คือส่วนหนึ่งของเมืองตะโกลา เมืองท่าสำคัญในสมัยโบราณก่อนที่ชนชาติไทยมีอำนาจในสุวรรณภูมิ ต่อมาถูกผนวกเข้าในอำนาจของกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ แต่การคมนาคมทางบกที่ลำบากต้องอาศัยการขนส่งทางทะเลเป็นหลักจึงอยู่ห่างไกลจากอำนาจรัฐส่วนกลางที่เข้ามาควบคุมหัวเมืองชายฝั่งอันดามัน

ตะกั่วป่าเคยมีฐานะเป็นเมืองในมณฑลภูเก็ต สมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นจังหวัดสมัยรัชกาลที่ 6 แต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ถูกยุบเป็นอำเภอในปี พ.ศ.2474 สมัยรัชกาลที่ 7 เล่ากันว่า ผู้บริหารท้องถิ่นไปประชุมไม่ทัน ที่ประชุมจึงให้ตะกั่วป่าไปขึ้นกับจังหวัดพังงา ฟังดูคล้ายเรื่องโจ๊กที่อำกัน ความสำคัญของความสามารถในการบริหารจัดการตัวเอง สำคัญและจำเป็นยิ่งขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน โดยเฉพาะวิกฤติสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

1.จุดเริ่มและยุคทองของเหมืองแร่

ตามจดหมายเหตุของพ่อค้าฝรั่งเศส บ่งชี้ว่า เมืองถลางเป็นศูนย์กลางการทำเหมืองแร่ดีบุกตั้งแต่สมัยอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่สงครามกับพม่าในปี พ.ศ.2352 ทำให้ผู้คนจำนวนมากจากเมืองถลางอพยพหลบหนีไปเมืองภูเก็ต พังงา และตะกั่วป่า เฉพาะตะกั่วป่าทำเหมืองแร่ ต่อมารัชกาลที่ 5 ใช้ระบบเหมาเมืองและนโยบายเปิดรับแรงงานเสรีเพื่อกระตุ้นการขุดแร่ โดยมีคลื่นกุลีจีนอพยพเป็นเครื่องมือขุดค้น ต่อมาชาวจีนและลูกหลานส่วนหนึ่งพัฒนาเป็นนายเหมืองขนาดเล็กและกลาง การทำเหมืองยังคงเป็นลมหายใจ คนเหมืองทำหน้าที่ที่ป้อนวัตถุดิบแก่ตลาดโลก แม้บางช่วงจะประสบปัญหาความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลกบ้างก็ตาม

ในยุคของแผนพัฒนาเศรษฐกิจเริ่มจาก พ.ศ.2504 ตะกั่วป่ายังคงเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับป้อนแก่ตลาดโลกและอุตสาหกรรมในประเทศ จากเหมืองแร่บนบกเริ่มลดน้อยก็มีทะเลเข้ามาทดแทน และมีเทคโนโลยีการทำเหมืองของบริษัทฝรั่งที่มีประสิทธิภาพและเรือขุดที่ขุดได้ลึก มีเครื่องล้างแร่ ร่อนแร่ภายในตัว ไม่ต้องพึ่งแรงงานคน ผลผลิตสูง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ทินเดรดยิง ลิมิตเตท สำรวจพบแหล่งดีบุกใหญ่นอกฝั่งทะเลบริเวณหมู่บ้านน้ำเค็ม ในปี 2506 ก่อน จากนั้นบริษัทเหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ ได้รับสัมปทานพิเศษให้สำรวจแหล่งแร่ในทะเลโดยร่วมกับบริษัท ยูเนียน คาร์ไบด์จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาดำเนินการและดูดแร่บริเวณฝั่งทะเลตะกั่วป่ากิจการได้ผลดีมากจนตะกั่วป่ากลายเป็นศูนย์กลางการผลิตแร่ดีบุกแทนที่ จ.ภูเก็ต

หลังการพบแหล่งแร่มหาศาลในทะเลก็มีการลักลอบทำแร่และขนแร่เถื่อนออกนอกประเทศตลอดเวลา บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ที่เข้ามามีบทบาทคือบริษัทจากสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงเวลากอบโกยผลประโยชน์จากท้องทะเล สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ในราวปี พ.ศ.2526 แต่ชายฝั่ง หาดและทะเล ก็ได้สร้างเศรษฐีใหม่ในยุคนั้นมากทีเดียว แลกกับความเสื่อมโทรมของที่ดินริมชายฝั่งและท้องทะเล แหล่งปะการังชั้นดีถูกทำลายจากการดูดแร่ในช่วงปี พ.ศ.2506-2526 จนบางคนเปรียบว่าเป็นทะเลร้าง เศษปะการังที่ตาย และเสียหายตามชายฝั่งจากการทำเหมือง ยังคงถูกซัดขึ้นมาบนฝั่ง

พื้นที่ประจักษ์พยานแห่งหนึ่ง เป็นตัวอย่างของความสูญเสียของแหล่งปะการังใต้ทะเล คือ แหลมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าแหลมปะการัง ที่นี่เคยเป็นแหล่งปะการังน้ำตื้น กินพื้นที่กว้างขวาง สวยงามและสังเกตเห็นจากฝั่งได้ง่าย โดยไม่ต้องดำน้ำลงไปสำรวจ ซึ่งหากแหล่งปะการังอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ ทะเลบริเวณแหลมปะการัง น่าจะเป็นแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่มีคุณค่า ใช้ประโยชน์ได้ยั่งยืนกว่า และจะเป็นจุดดำดูปะการังน้ำตื้นที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ

แต่เมื่อมีการทำเหมืองแร่ในทะเล แหล่งปะการังน้ำตื้นขนาดใหญ่แห่งนี้ก็ถึงอวสานนับจากนั้น เหลือแต่ซากศพของปะการังที่แตกหักและยังคงถูกซัดขึ้นมาให้เห็นจนทุกวันนี้ เพราะโดยธรรมชาติของปะการังนั้น อ่อนไหวต่อการรบกวนอยู่แล้ว เพียงแค่มนุษย์เหยียบก็หักพังพินาศและตายง่ายอย่างที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวปัจจุบัน ดังนั้น อย่าว่าแต่การทำแร่ ดูดแร่ในทะเลที่เครื่องจักรตะลุยขุดคุ้ย และดูดแผ่นดินใต้ทะเลนานเกือบ 20 ปี

เศษปะการังแตกหักมากมายมาทับถมที่แหลมปะการังและชายหาด ทำให้ชายหาดแหลมปะการังไม่เหมาะกับการเดินเล่นชายหาดแบบวิถีนักท่องเที่ยวเพราะเศษซากปะการังจำนวนมากมหาศาล แตกหักตำเท้า

ด้วยเหตุนี้ แหลมปะการังจึงเป็นชายหาดสุดท้ายในย่านนี้ที่ธุรกิจรีสอร์ทมาจับจอง เพราะพื้นที่อื่นถูกซื้อขายไปก่อนหน้านี้หมดแล้วไล่เรียงมาจากพื้นที่ทั้งที่ราบและเนินเขาชายฝั่งเชิงเขาหลัก, บ้านบางเนียง จนถึงเกาะคอเขา

จากชายฝั่งบ้านน้ำเค็ม ซึ่งเป็นจุดแรกของการแตกตื่นจากเหมืองแร่ดีบุกอันอุดมสมบูรณ์ นับเป็นจุดเริ่มและรุ่งเรืองสุดขีดของ ต.บ้านน้ำเค็ม ข่าวสารและความมั่งคั่งดึงดูดคนทุกสารทิศทุกจังหวัดมาเผชิญโชคที่นี่ ในระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทุนใหญ่ลงทุนเรือขุด พวกทุนน้อยสร้างแพ ตั้งเครื่องดูดแร่ขนาดเล็กนับพันเรียงราย พวกแรงงานเร่ร่อนบางคนมาเป็นแรงงานรับจ้าง ส่วนหนึ่งมาปักหลักดำน้ำเก็บแร่ไปขายมีรายได้หลายร้อยจนถึงหลักหลายพันบาทต่อวันถ้าโชคดี สภาพไร้ระเบียบปะทะกับความพยายามจัดระบบควบคุมการหาประโยชน์จากธรรมชาติ จนแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ยังถูกเดินขบวนขับไล่จากพื้นที่

บ้านน้ำเค็มจึงเป็นที่รวมของคนร้อยพ่อพันแม่จากทุกสารทิศ เงินจำนวนมากที่หามาได้ง่ายๆ ในแต่ละวัน ความบันเทิงทุกรูปแบบที่มีให้ได้ในยุคนั้น การพนัน ผู้หญิง และกลุ่มอิทธิพลตามท้องถิ่นที่ตามมา หลายคนร่ำรวยสมหวัง ในขณะที่จำนวนมากจบชีวิตในทะเล

ตำนานแร่หมื่นล้านเกิดขึ้นที่นี่ รวมถึงกรณีบริษัทเทมโก้อันโด่งดังในช่วงขบวนการประชาธิปไตยก่อนปี พ.ศ.2516 ในประเด็นการตักตวงผลประโยชน์มหาศาลจากทรัพยากรโดยบริษัทต่างชาติและการทำลายสิ่งแวดล้อมจากเรือขุด

เมื่อยุคทองของการดูดแร่ใต้ทะเลจบลงในอีก10 กว่าปีถัดมา คลื่นคนก็หายไป แต่ผู้คนจากทุกทิศ จำนวนหนึ่งก็ตกค้างอยู่จนถึงทุกวันนี้ จนกลายเป็นชุมชนบ้านน้ำเค็ม จากเดิมที่มีบ้านเพียง 3 หลังกลายเป็นชุมชนแออัดริมทะเล 2,000 หลังคาเรือน ทิ้งพื้นที่ชายฝั่งจนจรดเขาหลัก และเลยไปถึง อ.ท้ายเหมืองให้มีสภาพชายฝั่งเป็นขุมเหมืองร้างและสภาพแวดล้อมใต้ทะเลหลังจากการดูดแร่ เสื่อมทรุดมากน้อยตามแต่ความสมบูรณ์ของสายแร่

การดูดขุมทรัพย์จากท้องทะเลจบลงราวปี พ.ศ.2526 ผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด คือบริษัทแร่ต่างชาติแต่สำหรับคนไทยมันก็สร้างเศรษฐีใหม่และทุนใหม่จำนวนมาก ส่วนกลุ่มเศรษฐีเก่าเช่น กลุ่มนายเหมืองเก่า ก็เพิ่มพูนการสะสมทุนและความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนนำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิง บุกรุกและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในภายหลัง

ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนเป็นพื้นที่ของอุตสาหกรรมเผาถ่านอันเป็นเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง นอกจากชาวเหมือง จึงเป็นกลุ่มที่เรียกกันว่า 'เศรษฐีเตาถ่าน' ที่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยคนท้องถิ่น

2.ยุคทองของนากุ้งกุลาดำ

ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจของตะกั่วป่าอาศัยต้นทุนจากทรัพยากรธรรมชาติเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้น เมื่อยุคทองของการทำแร่ดีบุกเริ่มสู่จุดตกต่ำ จนจบสิ้นราวช่วงปี พ.ศ.2524-26 เหลือไว้เพียงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม พื้นดินเป็นดินทรายจากการพลิกแผ่นดิน เพาะปลูกไม่ได้ผลดี แม่น้ำตื้นเขินด้วยทรายและหน้าดิน ที่พังทลายจากการทำเหมืองบนภูเขา พื้นที่ส่วนใหญ่ของ อ.ตะกั่วป่าซึ่งเป็นเนินเขาและป่าถูกบุกเบิกเป็นสวนยางพารามากขึ้น ส่วนป่าชายเลนตามแนวชายฝั่งก็ถูกตัดโดยเตาเผาถ่านขนาดใหญ่ของผู้ที่มีฐานะดี ที่ประกอบกิจการมาตั้งแต่ยุคเหมืองแร่ สิ่งใหม่ที่เข้ามา คือ การเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่เริ่มเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่

นับจากปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา ฐานเศรษฐกิจพื้นที่ของนากุ้งกุลาดำเริ่มเด่นขึ้นมา เมื่อการทำนากุ้งฝั่งอ่าวไทยประสบปัญหาระบบนิเวศน์เป็นแรงกระตุ้นการเปิดนากุ้งชายฝั่งอันดามันที่สภาพแวดล้อมที่ยังดีกว่า พื้นที่ป่าชายเลนและที่ดินใกล้ทะเล ถูกปรับเป็นนากุ้งกุลาดำ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคากุ้งสูงต่อเนื่องจากการส่งออก การทำลายป่าชายเลนไม่ค่อยเป็นข่าว เพราะพื้นที่แถบนี้ไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำงานอยู่ในพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า

หลังการจับกุ้ง ภาพรถป้ายแดงทั้งรถยนต์ ปิกอัพและมอเตอร์ไซด์ ปรากฏตัวบนถนนเพชรเกษม บอกให้รู้ว่ามีเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นอีกจากเศรษฐกิจนากุ้ง รวมทั้งเศรษฐีเก่าจากการเตาถ่าน บางรายที่เห็นโอกาสและขยายการลงทุนทำนากุ้งกุลาดำ นากุ้งกุลาดำสร้างความร่ำรวยให้นักลงทุนกับธรรมชาติอยู่ราว 5 ปี เริ่มประสบปัญหาโรคกุ้ง ประกอบกับราคาที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะภาวะราคาตกต่ำในปี พ.ศ.2539 ที่หลายบ่อปิดตัวและฟื้นฟูใหม่ช่วงปลายปี 2540

ยุคทองของนากุ้งจนกระทั่งเกิดโรคระบาดกุ้งเพราะรอบการผลิตเข้มข้นในพื้นที่เดิมๆ ตลอดจนมีการใช้ยาปฏิชีวนะเข้มข้น เพื่อแก้ปัญหากุ้งป่วยอันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ พื้นที่นากุ้งกุลาดำจึงลดจำนวนลง ประกอบกับมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ คือท่องเที่ยวและรีสอร์ทเข้ามา การค้า เก็งกำไรที่ดินและนายหน้าที่ดิน ต่อเนื่องกับการค้าวัสดุก่อสร้าง เป็นลมหายใจใหม่

3.ยุคทองของธุรกิจท่องเที่ยวรีสอร์ท

ราวปี พ.ศ.2542-43 ที่ดินขุมเหมืองเก่าริมทะเลของตะกั่วป่าที่ถูกทิ้งร้างกลับมีราคา เมื่อภูเก็ตที่เคยสงบ เงียบกลายเป็นที่อึกทึกและชุมชนบาร์เบียร์ นักลงทุนเริ่มเคลื่อนย้าย ขยายมายังพื้นที่นี้ จากนั้นที่ดินร้างก็กลายเป็นทองคำ เมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวบูมแต่ที่ดินมีอยู่จำกัด การหาที่ดินก็ขยายตัวออกไปหลายจุด

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ คือข้อกังขาระหว่างที่ดินอุทยานแห่งชาติที่ถูกยึดครอง ที่ดินในบริเวณหรือความชันซึ่งไม่น่าจะออกโฉนดได้ เช่น เชิงเขาหลัก ตกเป็นสมบัติเอกชน

ส่วนบริเวณที่ราบริมทะเล พื้นที่ซึ่งเป็นเหมืองเก่าซึ่งถูกทิ้งร้างมีการออกโฉนด และซื้อขายเปลี่ยนมือสู่นักลงทุนปลูกสร้างรีสอร์ทสวยงาม การซื้อขายที่ดินปลุกความคึกคักให้ตะกั่วป่ากระชุ่มกระชวยครั้งใหญ่อีกครั้งหลังยุคนากุ้งกุลาดำ ข่าวคราวความร่ำรวยจากการขายที่ดินของนายเหมืองที่ได้สิทธิในที่ขุมเหมืองเก่า นักซื้อเก็งกำไร ตลอดจนผู้ไม่มีที่ดินก็ทำหน้าที่นายหน้าขายที่ดิน จนกลายเป็นเศรษฐีใหม่เป็นเรื่องธรรมดาแต่น่าอิจฉาที่ตะกั่วป่าในช่วง 7 ปีนี้

ที่ดินเชิงเขาหลักชิดอุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ เป็นจุดทำเลทองแรกๆ ของยุคที่ดินบูม เมื่อที่ดินที่มีอยู่จำกัดหมดสต็อกลง การซื้อขายและกว้านซื้อที่ดินก็ไล่ลามขยายมายังบริเวณบ้านบางเนียง ท้ายสุดทั้งสองจุด กลายเป็นชุมชนรีสอร์ท ขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องกัน จากนั้นในระยะที่ 3 การกว้านซื้อที่ดินจึงค่อยขยายไปยังบนเกาะคอเขาซึ่งอยู่ติดกับชุมชนแออัดบ้านน้ำเค็มแค่ทะเลคั่น 1 กม.เศษ เพราะมีจุดแข็งที่เป็นเกาะขนาดกะทัดรัด และยังมีสนามบินเก่าสมัยสงครามโลกที่สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางรับส่งนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้

ที่ดินเหมืองเก่าของที่ถูกขุดทรัพยากร สร้างความร่ำรวยไปแล้วรอบหนึ่ง สร้างประโยชน์ให้นายเหมืองอีกครั้ง หลายคนมีเอกสารสิทธิ์และออกขายแก่นักลงทุน

หน้าสุดท้าย

ข้อสังเกต : ต่อความเสียหายมากเป็นพิเศษที่ อ.ตะกั่วป่า

1.การใช้ทรัพยากรอย่างไม่ทธนุถนอมมายาวนาน ทั้งบนบก ริมชายฝั่ง และทะเลห่างออกไป โดยกิจการเหมืองแร่, การเผาถ่าน และนากุ้งกุลาดำ

2.การบูมการท่องเที่ยวแบบจ่อทะเล ที่นำพาผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา คนท้องถิ่น คนไทยต่างถิ่นทั้งจากอีสาน ภาคเหนือ ให้มาอยู่รวมกัน ริมทะเลจำนวนมาก

ในขณะที่การจัดการพื้นที่ รีสอร์ทส่วนใหญ่สร้างชิดติดชายหาดด้วยเชื่อว่าเป็นจุดขายสำคัญและดึงดูดผู้คนที่รักความสงบ ความเป็นส่วนตัว หลายแห่งอยู่ชิดหาดจนในช่วงมรสุมตามปกติ ต้องตั้งแนวกำแพงทรายกันคลื่น

3.การทุจริต คอร์รัปชัน และการไม่ปฏิบัติหน้าที่

4.ชุมชนเองไม่มีส่วนร่วม และปากเสียงต่อทรัพยากรส่วนรวม ในขณะที่องค์การบริหารท้องถิ่นทั้งหน่วยงานราชการ และองค์กรบริหารท้องถิ่นที่เกิดขึ้นภายหลัง ขาดความรู้ ความสามารถในการจัดการทรัพยากร บางส่วนร่วมให้ความเห็นชอบ

ถ้าสมมติว่า...

1.ถ้า ไม่ขูดรีดทำลายทรัพยากรธรรมชาติขนานใหญ่ ยาวนาน หรือถ้ามีการฟื้นฟูตามกฎหมายของผู้รับสัมปทาน ภายใต้หน้าที่กำกับของหน่วยราชการ

2 ถ้า สึนามิเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ที่หาดเขาหลักจนถึงบางเนียงยังเป็นเหมืองร้าง ยังคงมีเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ไม่กี่หลังและประชากรเบาบางที่เสียหาย ข่าวคงเป็นอีกแบบ

หลังสึนามิ มีข้อมูลพบว่า คนจำนวนมากรอดตายเพราะมีต้นไม้ให้เกาะ, ปะการังน้ำตื้นช่วยลดแรงของคลื่นก่อนเข้าฝั่ง, ป่าชายเลนเป็นป้อมปราการสำคัญ

ธรรมชาติกำบังมนุษย์ ถ้ารู้จักใช้ ข้อนี้ยืนยันได้ในพม่า หรือกระทั่งมีหลายพื้นที่ในหลายจังหวัดอันดามัน เช่น ภูเก็ต บางส่วนของพังงา ระนอง พบว่า เขตอนุรักษ์ป่าชายเลนเสียหายน้อย ต่างจากแนวชายฝั่งราว 30 กม.ของตะกั่วป่า

การขูดรีดฐานทรัพยากรชายฝั่งทั้งป่าชายเลน ป่าชายหาด และแนวปะการัง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายยุค โดยปราศจากการดูแลและกำหนดทิศทางจากหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น

นั่นแปลว่า แนวกันชนชายฝั่งตามธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรม ดังนั้น เมื่อเช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2546 จึงปราศจากปราการธรรมชาติป้องกันหรือชะลอความรุนแรงของคลื่นยักษ์ ลงได้บ้าง

"หลายหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าชายเลนที่กรมทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่รัฐอนุญาตให้ชาวบ้านดูแลพื้นที่ป่าและใช้ประโยชน์ด้วย ปรากฏว่าชุมชนที่มีพื้นที่ป่าชายเลนกำบัง ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย มีแต่กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหาย จากคลื่นยักษ์" พิภพ วสุวานิช รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรรมชาติและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสรุป

ด้วยเหตุนี้ แผนการฟื้นฟูชายฝั่งอันดามัน 600 กม. ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ มีมาตรการกันพื้นที่ 75 เมตรจากชายฝั่ง เพื่อทำเป็นกันชน โดยฟื้นฟูป่าชายเลน และป่าชายหาด ขึ้นมาเพื่อกำบังคลื่นและลม แต่ปัญหาที่น่าคิดพื้นที่ส่วนใหญ่ของตะกั่วป่าที่เสียหายไม่ใช่เขตอุทยาน แล้วจะจัดพื้นที่กันชนอย่างไร เจ้าของที่ดินจะยอมหรือกับราคาที่ดินริมหาด

ป่าชายหาด คืออะไร? คนส่วนใหญ่มักสงสัย บอกถึงความรู้ทางด้านระบบนิเวศน์ที่อ่อนด้อยของสังคม เพราะในสังคมที่ความรู้ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการกำหนดนโยบาย เราจึงอดชื่นชมเด็กน้อยชาวอังกฤษที่ใช้ความรู้เรื่องคลื่นสึนามิเตือนผู้คนให้หลบหนีได้ทันไม่ได้

ที่จุดซึ่งคนไทยตายมากที่สุด ที่บ้านน้ำเค็ม พื้นที่ขุดและดูดแร่หมื่นล้านในอดีต นักพายเรือแคนูเลียบชายฝั่งทะเลทั่วประเทศ แม้มีประสบการณ์แจวเรือผ่านมาหลายน้ำของประเทศ เมื่อมาถึงทะเลที่บริเวณหน้าหาดบ้านน้ำเค็ม เรือเคยล่ม 3 ครั้ง เพราะกระแสน้ำและคลื่นที่รุนแรงพิเศษและเอาแน่ไม่ได้ ใครยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับผลจากการทำเหมืองใต้ทะเลครั้งใหญ่

ถ้าที่ 1 คือปัจจัยจากมนุษย์ ถ้าที่ 2 ขึ้นกับฟ้าลิขิต

ที่ริมหาดบางสัก มีที่ดินแปลงใหญ่ผืนหนึ่ง ที่ดินผืนนี้ด้านหนึ่งติดหาดยาวเหยียด อีกด้านติดถนนเพชรเกษมต้องนั่งรถนานหลายนาทีกว่าจะพ้นเขต มีบ้านพักของตระกูลบุญสูง อันเป็นตระกูลนายเหมืองสำคัญของภาคใต้ มีชื่อสมถะน่าพำนักอาศัยว่า อาศรม บ้านริมทะเล ตั้งอยู่ที่แห่งนั้นนานหลายสิบปีแล้ว พร้อมผู้ที่อาศัยอยู่ด้วยความเป็นสุข ชาวตะกั่วป่าทุกคนที่ผ่านไปมาริมถนนเพชรเกษมต่างก็รู้จักและคุ้นตากับอาศรมนี้ดี บางคนว่า 'น่าอิจฉานะ น่าอยู่จัง'

เมื่อคลื่นยักษ์มาถึง อาศรมยับเยิน ทิ้งไว้แต่โครงสร้างของอาคารและผู้เสียชีวิต ส่วนโรงเรียนบ้านบางสักเหลือแต่เสาธง ไม่เหลือแม้ตัวอาคาร

ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่สมุดพก มีความจำเป็นสำหรับนักเรียนที่จะประเมินและรู้จักตัวเอง ด้วยอาการสังคมไทยในวันนี้กำลังเหมือนม้าแข่ง การฟื้นฟูที่เร่งรีบและมุ่งที่ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นตัวหลัก มองข้ามการจัดการฐานทรัพยากรเพื่อผลประโยชน์ที่ยั่งยืนร่วมกันของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากธุรกิจท่องเที่ยว

จงรู้จักและอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ บริหารจัดการฐานทรัพยากรเพื่อส่วนรวม

...............

หมายเหตุ การวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตนี้ ใช้ข้อมูลพื้นฐานจากวิทยานิพนธ์ของคณะสังคมวิทยา มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเมืองตะกั่วป่า และข้อมูลปัจจุบันจากชาวบ้านในพื้นที่

นสพ. เนชั่น สุดสัปดา ปีที่ 14 ฉบับที่ 672วันที่ 18 - 24 เม.ย. 2548

สึนามิ / ยุทธนา วรุณปิติกุล

ที่อยู่ ตะโลา.คอม