มาเกาะปันหยี เราได้พึ่งใบบุญคนปันหยีทั้งเรื่องอาหารการกินและที่พัก ตื่นเช้ามาเรายังทำตัวเหมือนอยู่บ้าน คืออาบน้ำกันโครมๆ ทั้งบ้านมีทีม สารคดี เท่านั้นที่อาบน้ำตอนเช้า ทีแรกคิดว่าเขาหนาว แต่พออาบได้หลายวันจึงนึกสงสัยว่าน้ำในตุ่มมาจากไหน ห้องน้ำปูกระเบื้องอย่างหรูแต่ไม่ยักจะมีก๊อกน้ำ เช้ามาก็มีน้ำเต็มตุ่มทุกวัน...หรือว่าเป็นน้ำไร้ท่อ นึกไปก็ยิ่งสงสัย มาได้คำตอบก็เมื่อเห็นเรือขนน้ำมาจากเกาะอีกเกาะหนึ่ง เขาต้องซื้อน้ำในราคาถังละ ๒๐ บาท โอ้พระเจ้า.....! งานอดิเรกยามว่างของเราเน้นหนักไปที่เรื่องกิน เพราะหนึ่งในทีมงานนิยมกินเพื่อสุขภาพบางทีก็แวบหาย โผล่มาอีกทีได้กุ้งแชบ๊วยมาถุงเบ้อเริ่ม ทั้งสดใหม่ ถูกกว่ารายการแกรนด์เซลของห้างสรรพสินค้าในเมืองหลวงเสียอีก กิจวัตรนอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของการหลอกล่อเด็ก (เล็ก) เพื่อฆ่าเวลาเมื่อว่างเว้นจากภาระประจำวัน นี่คือคำถาม อะไรเอ่ย? ที่เราได้จากเด็กและชาวเกาะปันหยี เกาะอะไรเอ่ยไม่มีหมา ? แบงก์ หมาเห่ายังไง ? หมา !?! เด็กน้อยพูดเก่ง ฉลาด หน้าตาน่าเอ็นดู ทำหน้างงทันทีเมื่อได้ยินคำถาม หมาน่ะหมา แบงก์ หมาเห่ายังไง ช่างภาพผู้มีเด็กเป็นเหยื่อทางอารมณ์ (รักเด็ก) ถามกลับไปอีกครั้ง วี้...วี้ เด็กทำเสียงตอบด้วยความมั่นใจ ด้วยความตกใจและด้วยความสงสันของผู้ถาม ว่าทำไมเด็กทำเสียงเห่าของหมาเช่นนั้น จึงถามกลับไปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แบงก์ หมาหน้าตาเป็นยังไง ? มันมีเขา และมีฮวง (งวง) ด้วย แบงก์ตอบด้วยความมั่นใจอีกครั้ง !?!?!.... เรามารู้ภายหลังว่า มุสลิมไม่เลี้ยงหมา คนอะไรเอ่ยไม่ติดดิน ? หมู่บ้านปันหยีมีมากกว่า ๒๐๐ หลังคาเรือนมีสะพานไม้เชื่อมต่อบ้านหลังหนึ่งสู่บ้านอีกหลังหนึ่ง จากตรอกนี้สู่ตรอกนั้น เชื่อมโยงกันทั้งกำปงปันหยี ใช้เวลาเดินไม่กี่นาทีก็ทั่วเกาะ สะพานไม้ที่ว่านี้นอกจากเป็นทางสัญจรของชาวเกาะแล้ว ยังใช้ต่างสนามหญ้าสำหรับเด็กเล็ก ใช้เป็นสนามฟุตบอลสำหรับเด็กโต ใช้เป็นที่ตากปลาแห้งสำหรับผู้ใหญ่ ใช้เป็นที่นั่งหวนนึกถึงอดีตของผู้เฒ่า คนอะไรเอ่ยไม่ติดดิน ? ก็มุสลิมปันหยีไง พอลงจากสะพานก็เจอน้ำเลย จากนิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๑๐๘ ปีที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗