วันนี้รีบตื่นแต่เช้าเพราะกลัวพลาดอดกินของโปรด ขนมจีน ข้าวยำ ตบท้ายด้วยโรตีใส่ไข่มันๆ หวานๆ อีก 1 ชิ้น หลังจากนั้นก็ไปรับคุณแม่ Gobbel และ Veronika ที่ The Andaburi Resort ตั้งอยู่เขาหลักแปลกตากว่าที่เห็นเมื่อคืนมากเลย สวยกว่าที่คิดทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากชายทะเล แต่ด้วยการบริการและการจัดการที่ดีทำให้แขกที่มาพักต่างพึงพอใจไปตามๆ กัน

   ออกจากเขาหลักใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ถึงตะกั่วป่า และตรงไปเลื่อยๆจนถึงสามแยกมีป้ายบอกทางชัดเจน สุราษฎรธานี ทางหลวง 401 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 67-68 เลี้ยวซ้าย อีกประมาณ 14 กม. ก็เข้าสู่เขื่อนรัชชประภา ชื่อเรียกดั้งเดิมว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของภาคใต้ อยู่ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้ใหม่ว่า “เขื่อนรัชชประภา” มีความหมายว่า “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร” ผมจะเรียกชื่อแบบบ้านๆ นะ

   เขื่อนเชี่ยวหลาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน เส้นทางหลวงหมายเลข 401 หรือสายสุราษฎร์-ตะกั่วป่า เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียวสูง 94 เมตร ยาว 761 เมตร กั้นลำคลองแสง อ่างเก็บน้ำหลังเขื่อนมีพื้นที่ 185 ตารางกิโลเมตร สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า ได้เฉลี่ยปีละประมาณ 554 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง สร้างขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2525 บริเวณ พื้นที่ของอ่างอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก

   เรามาทำความรู้จักกับอุทยานแห่งชาติเขาสก กันสักนิดนะครับ อุทยาน ฯ เขาสกตั้งอยู่ในเขตอำเภอ คีรีรัฐนิคม อำเภอพนม และอำเภอบ้านตาขุน ซึ่งบริเวณนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นป่าดงดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดของภาคใต้ อุดมไปด้วยพืชพรรณและสัตว์ป่าหายาก อุทยาน ฯ เขาสกได้รับการประกาศจัดตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เนื้อที่รวม 461,712.5 ไร่ และส่วนที่เรากำลังสัมผัสกันอยู่นี้เรียกว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน ตามชื่อแก่งแห่งหนึ่งที่มีน้ำไหลเชี่ยวกราดมากที่สุดในลำคลองแสง ในปี พ.ศ. 2531 เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ สร้างเสร็จสมบูรณ์ กั้นลำคลองแสงจนน้ำเออขึ้นท่วมทับป่าดงดิบอันอุดมสมบูรณ์กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่กว่า 105,000 ไร่ เกิดเกาะมากกว่า 162 เกาะ ซึ่งอดีตเกาะเหล่านั้นก็คือยอดเขาหินปูนสูงชันนับร้อยเมตรนั่นเอง สัตว์ป่ามากมายจมน้ำตาย บางส่วนถูกช่วยเหลือออกมาได้ตามโครงการอพยพสัตว์ป่าที่ คุณสืบ นาคะเสถียร เป็นหัวหน้าโครงการ นั่นคือตำนาน

 

   จากจุดลงเรือชาวบ้าน แล่นลงไปทางท้ายเขื่อนผ่านเขาหินปูนสูงชันที่มีหน้าผาสูงนับร้อยเมตร ตระหง่านราวปราการธรรมชาติ สีสันของหินปูนที่ผ่านเวลายาวนานนับล้านปี มีทั้งขาวจั๊ว สีส้ม และสีเทา สลับกันแปลกดีบางช่วงเราพบโพรงถ้ำสลัวที่อุดมไปด้วยหินย้อย

   มองออกไปไกลลิบ ๆ เราจะเห็นสายหมอกขาวคล้ายทางสำลีบางเบา ลอยคลอเคลียไหลเลื่อนไปตามยอดเขาหินปูนถี่ยิบราวฟันเลื่อย คล้ายภาพวาดในงานจิตรกรรมสไตล์จีน ผู้คนร่ำลือว่าเขาสกคือ "กุ้ยหลินเมือไทย" คนเลยแห่กันมานั่งเรือเที่ยว แต่สำหรับผมแล้วที่นี่มีอะไรมากกว่านั้นจริงๆ บรรยากาศอันแสนสดชื่น บางครั้งแวะจอดเรือหาพื้นที่สงบๆ สำหรับเก็บภาพก็ได้ยอนเสียงอันโหยหวลของค่างและ เสียงแก๊กๆของนกเงือก

   หลังจากเดินทางมาเป็นเวลานานก็มาถึงทางด้านท้ายเขื่อน อาหารมื้อเที่ยงที่แพโตนเตยพร้อมกับกาแฟตบท้าย หลังอาหารเที่ยง...ทายซิทำอะไรดี...ใช่บรยากาศอันวังเวงเงียบสงัด มาได้ยินเสียงอีกครั้งดูเวลาก็เกือบบ่ายสี่แล้ว ขากลับชมบรรยากาศยามเย็นมาเลื่อยๆท่าเรือ