ตึกเก่าที่ตั้งตระหง่านบนถนนสายเหล่านี้ พังงา กระบี่ ถลาง และเยาวราช เป็นอาคารแถวกึ่งร้านค้าที่มีรูปแบบศิลปะผสมผสานกันอย่างหลากหลาย ระหว่างอาคารทรงตะวันตกและลวดลายปูนปั้นแบบจีนผสมอินเดีย ซึ่งเรียกโดยรวมว่า “ศิลปะแบบชิโน-โปรตุกีส” (Sino-Portuguese) เท่านั้นยังไม่พอ อาคารหลายหลังเป็นฝีมือการออกแบบของสถาปนิกอังกฤษที่เดินทางมาจากอินเดียอีกด้วย
  กล่าวโดยสรุปก็คือ ตึกแถวเหล่านี้ตั้งอยู่ที่เมืองไทย แต่กลับเป็นลูกผสมระหว่างจีน โปรตุเกส อังกฤษ อินเดีย และอาจมีอิทธิพลของฮอลันดากับฝรั่งเศส เข้ามาผสมผเสบ้างอีกเล็กน้อยด้วย
  อิทธิพลทางสถาปัตยกรรมกลุ่มแรกสุดที่ควรกล่าวถึงก็คือ “จีน” หรือที่เรียกในภาษาละ
ตินว่า Sino-ชิโน แล้วแผลงมาเป็น China-ไชนา ในภาษาอังกฤษ ในภูเก็ตชาวจีนโพ้นทะเลส่วนใหญ่มีเชื้อสายฮกเกี้ยน อพยพจากตอนใต้ของมณฑลฮกเกี้ยนผ่านมาทางสิงคโปร์และปีนัง เข้ามาตั้งรกรากแถบฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยยึดอาชีพทำประมงและขุดแร่เป็นหลัก
  เป็นที่ทราบกันดีว่า “พรสวรรค์” ที่ฝังในสายเลือดของชาวจีนทุกเผ่าพันธุ์ก็คือ ความสันทัดในงานปูน ดังนั้นเมื่อมีงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือนหรืออาคารพาณิชย์ในภูเก็ต ชาวจีนจึงมักถูกจ้างมาเป็นแรงงาน ดังจะเห็นได้จากการสอดแทรกลวดลายปูนปั้นแบบจีนบนผนังด้านนอกตึกแถวแบบฝรั่ง โดยเฉพาะบริเวณที่ว่างระหว่างหัวเสาเหนือกรอบซุ้มหน้าต่าง มักพบลวดลายประเภทน้ำเต้า ไข่มุกไฟ ดอกไม้สี่ฤดู ลายประแจจีน ลายเมฆ (ลายยู่อี่) ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การตวัดปลายหางคล้ายอักขระจีน อีกทั้งยังนิยมระบายสีฉูดฉาดและอาจมีการปิดทองอีกด้วย
  ส่วนความเป็นมาของอิทธิพลโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส หรืออังกฤษก็ดี ล้วนเป็นไปในลักษณะของนักล่าอาณานิคมที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามายึดครอง และแสวงหาผลประโยชน์มหาศาลในแถบประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นอาทิ และส่งอิทธิพลมายังภูเก็ต โดยผ่านทางปีนังซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าและฐานอำนาจสำคัญของอังกฤษในแหลมมลายูโดยปกติแล้ว เรามักอนุโลมเรียกบ้านเรือน
ที่ปลูกสร้างโดยชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคมว่าเป็น “ศิลปะแบบอาณานิคม” หรือ “อาคารแบบโคโลเนียล” (Colonial Style) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ด้านหน้าของอาคารชั้นล่างมักทำช่องโค้ง (arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการเดินเท้า ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขต” (arcade) หรือที่ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “หง่อคาขี่” หมายถึงทางเดินกว้างห้าฟุต
  นอกจากอาเขตแล้ว อาคารแบบโคโลเนียลยังอาจนำลวดลายบางอย่างของศิลปะตะวันตกสมัยกรีก โรมัน ที่เรียกว่า “สมัยคลาสสิก” มาใช้ใหม่ เช่น หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือหัวเสาแบบโยนิก หรือไอโอนิก (แบบม้วนก้นหอย) และคอรินเทียน (มีใบไม้ขนาดใหญ่ประดับ) เป็นต้น ทำให้นักวิชาการบางท่านซึ่งไม่ชอบคำว่าสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล เพราะมีลักษณะของการกดขี่แฝงอยู่ เลี่ยงมาใช้คำว่า “นีโอคลาสสิก”แทน เนื่องจากเป็นคำกลางๆที่ใช้เรียกงานศิลปะซึ่งนำรูปแบบคลาสสิกกลับมาใช้อักครั้ง
  อย่างไรก็ตามคำว่า โคโลเนียลก็ดี นีโอคลาสสิกก็ดี แม้จะถูกต้องสามารถใช้นิยามลักษณะสถาปัตยกรรมบนเกาะภูเก็ตได้ทั้งสองชื่อแต่เนื่องจากเป็นคำที่กว้างเกินไป เมื่อกล่าวลอยๆ ไม่สามารถทำให้มองเห็น “เอกลักษณ์”หรือ “หัวใจ” ของภูเก็ตได้ชัดเจนเท่ากับคำว่า “ศิลปะแบบชิโน-โปรตุกีส”
  เพียงแค่ชื่อก็ฟ้องชัดเจน สามารถเห็นภาพประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงทำด้วยปูนปั้นระบายสีของช่างฝีมือจีนประดับอยู่บนโครงสร้างอาคารแบบโปรตุเกส กล่าวคือเป็นอาคารสองชั้นกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัย (shop-house or semi-residential) ยาวต่อเนื่องเป็นพรืดสองฟากถนน ส่วนหน้าอาคารเปิดโล่งเป็นทางเท้า ชั้นล่างเป็นร้านค้า ชั้นบนเป็นเรือนพัก เน้นการเจาะช่องหน้าต่างเป็นจังหวะคูหาละสามช่อง เพื่อเปิดให้แสงส่องสู่ชั้นล่างของอาคารที่มักทำเป็นบ่อน้ำ
  นอกจากที่ภูเก็ตแล้ว เราสามารถพบอาคารรูปแบบดังกล่าวนี้ได้อีกที่ มาเก๊า ฮ่องกง ปีนัง สิงคโปร์ และสงขลา ซึ่งมีชาวจีนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน
  ปรากฏการณ์ของการ “สมานลักษณ์ทางรูปแบบศิลปะ” นั้น ไม่ใช่ของแปลกใหม่แต่อย่างใดเลย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วที่พบ “ลวดลายแบบจีน” ปะปนอยู่ในงานพุทธศิลป์และประณีตศิลป์ไทยอยู่มาก เช่น ลายเขียนรูปดอกโบตั๋นและดอกเบญจมาศบนเครื่องถ้วยสังคโลก หรือลายปูนปั้นรูปตั่งจีนมีขาเป็นแข้งสิงห์ที่อุโมงค์วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น
  กล่าวโดยสรุปคือ โดย “เนื้อแท้” หรือ “ธาตุ” ของศิลปะใดๆก็ตาม ย่อมมีสุนทรีย์ในตัวของมันเองอยอย่างครบครัน ยิ่งหากได้นายช่างหรือศิลปินที่ชาญฉลาด รู้จักเลือกสรร กล้าหาญที่จะหยิบเอาศิลปะรูปแบบต่างกัน ทว่ามีคุณค่าสูงเสมอกันมาจัดวางเคียงข้างกัน ผลลัพธ์ก็คือ การรังสรรค์ศิลปะรูปแบบใหม่ที่มีความงดงาม และอาจถึงระดับ “สากลนิยม” เลยทีเดียว