แม้แต่ชื่อเมืองระนองเองก็ยังมีที่มาเกี่ยวข้องกับแร่เลยครับ
เนื่องจากมีเรื่องราวเล่าขานกันต่อๆ
มาว่าสมัยก่อนนั้นเมืองระนองมีแร่อยู่มากมาย
โดยเฉพาะแร่ดีบุกนี่มีอยู่มากถึงขนาดที่ว่าเห็นก้อนแร่ผุดโผล่อยู่ตามพื้นดินทั่วไปเลยที่เดียวเชียวละ
ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า เมืองแร่นอง
เรียกกันไปเรียกกันมานานๆเข้าจากคำว่าเมืองแร่นองก็เลยเพี้ยนมาเป็น
เมืองระนอง ในที่สุด
และที่เมืองระนองเฟื่องฟูเป็นปึกแผ่นอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะแร่อีกเช่นกันนั่นแหละครับ
โดยพระยาดำรงค์สุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง ต้นตระกูล ณ ระนอง )
เจ้าเมืองระนอง
คือผู้ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองระนองขึ้นมาด้วยการทำเหมืองแร่
และการค้าแร่ดีบุก
ท่านคอซู้เจียงผู้นี้มีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๓
ถึงรัชกาลที่ ๕ ประวัติชีวิตความเป็นมาก็หน้าสนใจสไตล์คนสู้ชีวิต
เพราะเดิมเป็นกรรมกรอยู่เมืองปีนัง
เมื่อทำงานเก็บหอมรอมริบได้พอสมควรก็ย้ายมามีครอบครัวตั้งร้านค้าขายอยู่ที่เมืองพังงา
ต่อมาได้เล็งเห็นช่องทางว่าเมืองระนองนั้นมีดีบุกมากแต่ไม่มีใครทำการขุดขึ้นมาขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
จึงได้ย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ที่เมืองระนองและขอผูกขาดเก็บอากรดีบุกเมืองระนอง
โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็น หลวงรัตนเศรษฐี ตำแหน่งนายอากรดีบุกเมืองระนอง
หลวงรัตนเศรษฐีได้ทำการค้าและเหมืองแร่ด้วยความอุตสาหะจนทำรายได้ให้กับทางราชการสมัยนั้นเป็นเงินมหาศาล
รวมทั้งทำให้เมืองระนองเจริญรุ่งเรืองกระทั่งได้ได้รับการยกฐานะจากเมืองเล็กๆ
ที่ขึ้นอยู่กับเมืองชุมพรกลายมาเป็นหัวเมืองที่ขึ้นกับกรุงเทพฯ โดยตรง
ในเวลาต่อมาท่านจึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น พระยารัตนเศรษฐี
ผู้ว่าราชการเมืองระนองคนแรก ก่อนจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดคือ
พระยาดำรงค์สุจริตมหิศรภักดี จางวางกำกับเมืองระนอง ในสมัยรัชกาลที่ ๕
และด้วยคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างไว้ให้แก่แผ่นดิน เมื่อพระยาดำรงค์สุจริตมหิศรภักดีได้ถึงแก่อนิจกรรม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ
พระราชทาน ป้ายจารึกเกียรติคุณ ปักไว้ที่หน้าสุสาน
พวกเราได้แวะคารวะสุสานของท่านซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า
สุสานเจ้าเมืองระนอง บนเนินเขาริมทางหลวงหมายเลข ๔๐๐๔
ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดาย
ว่าป้ายจารึกเกียรติคุณพระราชทานที่พวกเราได้เห็นอยู่ที่สุสานในปัจจุบันเป็นของที่จำลองขึ้นมาใหม่
เนื่องจากของเดิมถูกรถชนจนเสียหาย
แต่ถึงอย่างไรเกียรติคุณของท่านก็ยังคงจารึกอยู่ในใจของชาวระนองอย่างไม่เสื่อมคลาย
เห็นได้จากรถยนต์ที่สัญจรไปมาผ่านหน้าสุสานจะให้สัญญาณเสียงแตรแสดงความคารวะทุกครั้ง
และพวกเราเชื่อว่าเสียงแตรนี้จะยังคงดังอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน
|