"พระราชวังพญาไท"
เดิมจะมี "พระตำหนักพญาไท"
ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
แต่เดิมที่แห่งนี้เคยใช้เป็นทุ่งนาทดลองปลูกธัญพืชและประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.
2453 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ได้เสด็จมาประทับ
ณ พระตำหนักพญาไทเป็นเวลาประมาณ 10 ปี เมื่อเสด็จสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ
ให้รื้อพระตำหนักที่ประทับและอาคารบริวาร คงไว้แต่ท้องพระโรงองค์เดียวคือ
พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ และโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างพระราชมณเฑียรประกอบด้วยพระที่นั่ง 4 องค์
มีพระที่นั่งพิมานจักรีเป็นองค์ประธาน และพระที่นั่งรองอีก 3 องค์ ได้แก่
ไวกูณฐเทพยสถาน ศรีสุทธนิวาส และอุดมวนาภรณ์ และยกฐานะขึ้นเป็นพระราชวัง
เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี
ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต
พระราชวังแห่งนี้ได้ดัดแปลงเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งโดยใช้ชื่อว่า
"โฮเต็ลพญาไท" ค่าห้องพักที่แพงที่สุดในสมัยนั้น 120 บาท
แต่ดำเนินกิจการไปได้ไม่เท่าไร ก็ขาดทุน จึงได้เลิกไป
ในสมัยของสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ใช้วังนี้เป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุกระจายเสียง
โดยได้อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสตอบเนื่องในการพระราชพิธีฉัตรมงคล
จากพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย เป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์
2473 เมื่อสถานีแห่งนี้ได้ย้ายไปรวมกับสถานีวิทยุกระจายเสียงศาลาแดง
ทางราชการจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้เป็นที่ตั้งกองเสนารักษ์จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ
และในปีพ.ศ. 2489 ได้แปรสภาพกองเสนารักษ์เป็นโรงพยาบาล
และได้อัญเชิญพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาสถาปนาเป็นชื่อโรงพยาบาล
ปัจจุบันโรงพยาบาลพระมุงกุฎเกล้า
ภายในวังพญาไท
มีสิ่งน่าสนใจมากมาย เช่น
พระที่นั่งพิมานจักรี เป็นอาคารก่ออิฐ ฉาบปูน สูง 2 ชั้น
ชั้นล่างมีห้องธารกำนัล
ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นห้องลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
และมีห้องทรงพระอักษร ซึ่งเหลือเพียงตู้ใส่หนังสือ
และหนังสือในบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวบ้างเล็กน้อย
ที่ชั้น 2 มี
"ห้องท้องพระโรงกลาง" เป็นห้องส่วนพระองค์ ภายในตกแต่งแบบยุโรป
มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 6 ประดับอยู่เป็นปรางของห้อง
และที่ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ มีเตาผิง
ซึ่งพระองค์เป็นผู้ทรงออกแบบ โดยทรงนำแบบมาจากยุโรป เพื่อความสวยงาม
ห้องต่อมาเป็น
"ห้องพระบรรทมพร้อมห้องสรง"
ภายในตกแต่งเพดานด้วยจิตรกรรมเขียนด้วยเทคนิคสีปูนแห้ง
เป็นภาพคัมภีร์ในศาสนาพุทธเขียนบนใบลาน และภาพพญามังกร
ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของความเป็นพระราชาและปีพระราชสมภพ
ปัจจุบันห้องนี้ใช้เป็นห้องประชุม
อีกห้องที่น่าสนใจของชั้นนี้คือ ห้องประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
พระวรราชชายา ภายในมีจิตรกรรมสีปูนแห้งบนฝ้าเพดาน เป็นลายดอกไม้
ส่วนที่บัวฝ้าเพดานเป็นลายหางนกยูง
เนื่องจากนกยูงเป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
พระที่นั่งองค์ต่อมาคือ
"พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน" มีลักษณะศิลปะแบบโรมาเนสก์
ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุกระจายเสียง เมื่อปี พ.ศ. 2473
สิ่งน่าสนใจของพระที่นั่งองค์นี้อยู่ที่ "ห้องพระบรรทม"
ภายในมีภาพจิตรกรรมเขียนด้วยเทคนิคสีปูนแห้ง (Fresco Secco) บนฝ้าเพดาน
เป็นรูปเทพน้อย 4 องค์ พร้อมเครื่องดนตรีลอยอยู่ในท้องฟ้าเป็นวงกลม
วาดด้วยฝีมือที่งดงามมาก
พระที่นั่งอีกองค์ที่น่าสนใจคือ "พระที่นั่งเทวราชสภารมย์"
ซึ่งเป็นท้องพระโรงเดิมในสมัยรัชกาลที่ 5
ตั้งอยู่ด้านหน้าของพระที่นั่งของพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน
ลักษณะท้องพระโรงได้รับอิทธิพลจากศิลปะไบเซนไทน์ คือ
มีโดมอยู่ตรงกลางรองรับด้วยหลังคาโค้งประทุนทั้ง 4 ด้าน
บนผนังมีจิตรกรรมรูปคนและลายพรรณพฤกษา และมีอักษร สผ
ซึ่งเป็นพระนามย่อของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
(สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ)
เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีที่สำคัญๆ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา
บางครั้งก็ใช้เป็นโรงละครหรือโรงภาพยนตร์
นอกจากที่นี่จะมีพระที่นั่งที่งดงามหลายองค์แล้ว ก็ยังมี "สวนโรมัน"
ซึ่งเป็นที่พักผ่อนอิริยาบถของรัชกาลที่ 6 โดยจัดแต่งสวนเป็นแบบเรขาคณิต
ประกอบด้วยศาลาในสวนที่ใช้รูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบโรมัน คือ
มีศาลาทรงกลมตรงกลาง มีหลังคาโดมรับด้วยเสาแบบคอรินเธียน
ขนาบด้วยศาลาทรงสี่เหลี่ยมโปร่ง ไม่มีหลังคา บริเวณบันไดทางขึ้น
ประดับด้วยตุ๊กตาหินอ่อนแบบโรมัน ที่ด้านหน้าของทางขึ้นนี้
จะมีสระน้ำขนาดใหญ่ ตรงกลางมีรูปพระพิรุณอยู่บนฐานซึ่งมีรูปมังกร
อันเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์ท่านนั่นเอง ....มีรูปมากฝาก
พระราชวังพญาไท เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าชมในวันเสาร์ เวลา 09.30 น. และ
13.30 น. โดยมีวิทยากรพาท่านนำชมประวัติและสถาปัตยกรรม โทร ๐๒ ๒๔๕ ๙๗๗๐
และ ๐๒ ๒๔๖ ๑๖๗๑ - ๙ ต่อ ๙๓๖๙๔