มวลดอกไม้หลากสายพันธุ์จากนานาประเทศทั่วโลก
ที่แข่งกันเบ่งบานในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ
ราชพฤกษ์ ๒๕๔๙ เป็นความงามที่ต่างช่วยกันเชิดชูให้
หอคำหลวงเฉลิมพระเกียรติฯ สถาปัตยกรรมล้านนาพื้นถิ่น
โดดเด่นตระหง่านเสมือนล่องลอยอยู่บนเกาะดอกไม้ ท่ามกลางโอบล้อมของขุนเขา
เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและเป็นศูนย์รวมแห่งความจงรักภักดี
ตลอดจนความเลื่อมใสศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๙
หอคำหลวง
เป็นอาคารที่รังสรรค์ขึ้นในแบบสถาปัตยกรรมล้านนา
โดยอิงแนวคิดจากการสร้างหอคำทางภาคเหนือ
อันเป็นสถานที่สำคัญของสถาบันกษัตริย์ในวัฒนธรรมไทยล้านนา
เทียบได้กับพระที่นั่งสำคัญสูงสุดท่ามกลางหมู่ราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวังของวัฒนธรรมสยาม
ซึ่งเป็นที่ออกว่าราชการและประกอบพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์
ตัวอาคารมีความร่วมสมัยด้วยรูปทรงและลักษณะการปลูกสร้างเป็นเรือนครึ่งไม้ครึ่งตึก
๒ ชั้น สีน้ำตาลแดง ตั้งงามสง่าบนเนินดินโดยมีพื้นที่ประมาณ ๓,๐๐๐
ตารางเมตร ท่ามกลางเนื้อที่กว่า ๔๗๐ ไร่ ของศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่
ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
สองข้างทางเดินเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของงานและของประเทศนั่นคือต้นราชพฤกษ์
อีกทั้งตระการตากับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ประดับตกแต่งบริเวณเสาซุ้ม ซึ่งออกแบบตามอย่างสถาปัตยกรรมล้านนาแท้ๆ
ถึง ๓๐ ซุ้ม
หอคำหลวงที่งดงามตระการตานี้ผ่านกระบวนการคิด การออกแบบ
จากช่างสิบหมู่พื้นบ้านล้านนานับสิบคน ร่วมกันถ่ายทอดความยิ่งใหญ่โดยมี
ช่างรุ่ง จันตาบุญ สล่าล้านนา
ผู้ชำนาญการด้านสถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นล้านนาเป็นหัวเรือใหญ่
สำหรับจุดเด่นและเอกลักษณ์ของหอคำหลวงอยู่ในส่วนที่เรียกว่า วิหารซด
(หลังคา) ซึ่งซ้อนเกยกันตามลักษณะของการก่อสร้างหอคำหลวงเช่นในอดีต
วิหารซด
เป็นสิ่งปลูกสร้างที่บ่งบอกถึงความเป็นที่ประทับของกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง
เมื่อมองจากด้านข้าง วิหารซดมีจำนวนด้านหน้าซ้อนกันถึง ๓ ชั้น
ส่วนด้านหลังซ้อนกัน ๒ ชั้น
เป็นความเฉพาะที่ชาวบ้านสามัญทั่วไปไม่สามารถปลูกสร้างเรือนเช่นนี้ได้
การประกอบที่ไม่ใช้ตะปูเป็นลักษณะพิเศษของช่างสมัยโบราณ
ซึ่งจะใช้ลิ่มสลักให้เชื่อมติดกันโดยไม่หลุด เรียกว่า ขึ้นม้าต่างไหม
โดยช่างจะนำท่อนไม้มาเรียงซ้อนต่อตัวกันสามระดับ (รูปทรงคล้ายพีระมิด)
และจัดวางให้สมดุลกัน
โดยหลังคาจะลดหลั่นจากห้องประธานลงมาทางด้านหน้าและด้านหลัง
เป็นชั้นเชิงสวยงาม มีเสาไม้ขนาดใหญ่เป็นขารองรับน้ำหนัก
เสาไม้นี้มีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า เสาหลวง มีลักษณะทรงกลม
ทาสีพื้นสีดำ และเขียนลวดลายรดน้ำปิดทองตลอดทั้งต้น
ที่มาของกลช่างการขึ้นม้าต่างไหม
มาจากลักษณะการบรรทุกผ้าไหมบนหลังม้าไปขายของพ่อค้าม้าในล้านนา (ต่าง
แปลว่าบรรทุก) ส่วนที่เป็นหลังคาใช้ ดินขอ หรือ กระเบื้องดินเผา มามุง
ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถรื้อถอนนำไปประกอบใหม่ได้
นอกจากโครงสร้างของตัววิหารที่ยิ่งใหญ่แล้ว
สิ่งประดับที่อยู่ตามตัววิหารก็สวยงามไม่แพ้กัน ได้แก่ ช่อฟ้า
ซึ่งอยู่เหนือจั่วของวิหาร แกะสลักเป็นรูปนกการเวกประดับ
ชาวล้านนาถือว่านกการเวกเป็นสัตว์ในวรรณคดี มีปากเป็นจงอยสวยงาม
บินสูงเหนือเมฆ เสียงร้องไพเราะ สามารถสะกดสัตว์ทั้งหลายให้หยุดชะงักได้
ส่วน นาคทัณฑ์ หรือ คันทวย ซึ่งเป็นไม้ค้ำยัน
ช่างได้แกะสลักเป็นรูปนกหัสดีลิงค์อย่างวิจิตรประณีต
บริเวณภายในชั้นล่างของหอคำหลวงจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ
มีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ขณะที่ชั้นบนตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังในความรับผิดชอบของอาจารย์ปรีชา
เถาทอง ศิลปินชั้นแนวหน้า สาขาจิตรกรรมปี ๒๕๒๒
ออกแบบภายใต้แนวคิดที่ว่าเพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงพระ
อัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพัฒนาดิน
น้ำ ป่า คน และสิ่งแวดล้อม
รวมถึงแนวพระราชดำริที่ทรงพระราชทานจนเกิดโครงการต่างๆ มากมาย
รูปแบบการสร้างสรรค์เป็นการผสมผสานศิลปกรรม ๓ รูปแบบ คือ ล้านนา
รัตนโกสินทร์และตะวันตก
นำเสนอเรื่องราวด้วยภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะทรงงานในพื้นที่แต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
เทคนิคการสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังเช่นนี้ได้แนวทางมาจากวิชาช่างวิจิตรศิลป์ชั้นสูง
คือเทคนิคการลงรักปิดทองกำมะลอ คือ การลงรักปิดทองก่อนและระบายสีทับ
โทนของภาพจิตรกรรมเป็นสีแดงและเทา โดยภาพพระราชกรณียกิจ
มีการตัดเส้นและระบายสีชัดเจน
อาจารย์ปรีชายังถ่ายทอดความศรัทธาออกมาเป็นงานประติมากรรม ต้นบรมโพธิสมภาร
อีกด้วย
ทุกส่วนประกอบมีความหมายลึกซึ้งด้วยแรงบันดาลใจเดียวกันที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงปกครองแผ่นดินด้วยหลักทศพิธราชธรรม
ดังเช่นพระปฐมบรมราชโองการ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
จึงเป็นประติมากรรมที่เปี่ยมไปด้วยหลักธรรมและความหมาย
อีกทั้งเป็นองค์ประธานของหอคำหลวง ต้นไม้แห่งทศพิธราชธรรมนี้
ประกอบด้วยใบไม้ดุนอักษรนูนต่ำ จำนวน ๒๑,๙๑๕ ใบ
เท่ากับจำนวนวันที่ทรงครองราชย์ตลอดระยะเวลา ๖๐ ปี มีพุ่มดอกบัวตูม ๙
พุ่ม เรียงซ้อนต่อกันขึ้นไป แต่ละพุ่มประดับด้วยใบโพธิ์ ๓ สี รวม ๓ พุ่ม
๔
พุ่มแรกด้านล่างเป็นสีนาก หมายถึงยุคเริ่มต้นที่ทรงครองแผ่นดินสยาม
ทรงสำรวจป่า น้ำ ดิน และพระราชทานแนวพระราชดำริการแก้ปัญหา
๔ พุ่มตรงกลางเป็นสีทอง
หมายถึงความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ ที่ทรงริเริ่มจนประสบความสำเร็จ
ก่อให้เกิดประโยชน์ต่างๆ แก่พสกนิกรชาวไทย
พุ่มสุดท้ายด้านบนเป็นสีเงิน หรือทองคำขาว
หมายถึงยุคที่พระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานและประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองสูงสุด
อันแสดงถึงพระบารมีและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน
นอกจากนี้
บนใบโพธิ์แต่ละต้นจารึกข้อความแห่งทศพิธราชธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงยึดมั่นในการปกครองราษฎรของพระองค์มาตลอดระยะเวลา ๖๐ ปี
บริเวณยอดต้นบรมโพธิสมภารยังมีฉัตร ๙ ชั้น
สื่อถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
ด้านล่างของพุ่มดอกบัวตูมทั้งหมดมีครุฑแบกทั้ง ๔ ทิศ อันหมายถึง
พระราชพาหนะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวลาเสด็จฯ ไปที่ใด
ครุฑจะเป็นพระราชพาหนะบินทั้ง ๔ ทิศ เพื่อปกปักรักษาชาวไทย
สำหรับฐานบัลลังก์ที่ตั้งพุ่มดอกบัวยังเปรียบเสมือนดินแดนสุวรรณภูมิ
อันเป็นที่ตั้งของประเทศไทย
ซึ่งพสกนิกรชาวไทยได้อาศัยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา
หอคำหลวง
จึงมิใช่สถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงามตระการที่สัมผัสได้เพียงดวงตา
หากรับรู้ได้ด้วยหัวใจ หัวใจที่จงรักภักดีเป็นที่สุด
แหล่งที่มา:
นิตยสาร กินรี