วัดโสธรวรารามวรวิหาร
อยู่ในเขตเทศบาลเมือง
ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า "วัดหงส์"
สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อพุทธโสธร"
พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น
ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างลานช้าง-ลานนา
เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ
รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงว่าจะมีผู้มาลักพาไป
จึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้ จนมีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน
เปิดให้เข้านมัสการทุกวัน
วันธรรมดาเวลา 07.00 - 16.30 น วันหยุด 07.00 -17.00 น.
ผู้คนให้ความศรัทธาเดินทางไปนมัสการเป็นจำนวนมาก
เนื่องจาก พระอุโบสถหลังเก่า ของวัดมีสภาพทรุดโทรม และคับแคบ
คณะกรรมการวัดจึงมีมติให้รื้อพระอุโบสถหลังเก่า
และสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดยอัญเชิญพระพุทธโสธร องค์จำลองไปประดิษฐานไว้
ณ อาคารชั่วคราว เพื่อเปิดให้ ประชาชนได้นมัสการตามปกติ
ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2530
โดยมีสำนักงาน โยธาธิการจังหวัดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ลักษณะพระอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์
ฝั่งตรงข้ามบริเวณวัดโสธรฯ มีร้านค้าจำหน่ายอาหาร และสินค้าของที่ระลึกจากจังหวัดฉะเชิงเทรา
และจังหวัดใกล้เคียง ไม่อนุญาตให้จุดธูป เทียน และปิดทอง
วัดโสธรวรารามวรวิหารมีเนื้อที่
21 ไร่ 42 ตารางวา
ทิศเหนือยาว 6 เส้น 6 วา
ทิศใต้ยาว 5 เส้น 10 วา
ทิศตะวันออกยาว 4 เส้น 3 วา
ทิศตะวันตกยาว 3 เส้น 1 วา
วัดนี้สร้างขึ้นในตอนปลายกรุงศรีอยุธยา
มีประวัติเล่ามา เดิมมีชื่อว่า วัดหงส์ เพราะมี เสาหงส์
อยู่ในวัด เป็นเสาสูง มียอดเป็นตัวหงส์อยู่บนปลายเสา ต่อมาได้เกิดพายุใหญ่
พัดให้หงษ์บนยอดเสาตกลงมาเหลือแต่เสา ชาวบ้านจึงแก้ไขโดยเอาธงขึ้นไปแขวนแทน
ชื่อ วัดหงส์ จึงเปลี่ยนเป็น วัดเสาธง
ต่อมาก็เกิดพายุพัดเสาธงหักอีก ชื่อ วัดเสาธง จึงเปลี่ยนเป็น
วัดเสาธงทอน ครั้นเมื่อหลวงพ่อพุทธโสธรได้เสด็จมาประทับที่วัดนี้
วัดเสาธงทอน จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีโสทร ตามชื่อขององค์พระ
ตำนานของหลวงพ่อพุทธโสธร
มีการเล่าขานกันสืบต่อมาว่า ในสมัยล้านช้าง - ล้านนา เศรษฐีพี่น้อง 3 คน
ซึ่งอาศัยอยู่ทางเหนือ
มีจิตเลื่อมใสศรัทธาจะสร้างพระพุทธรูปเพื่อเสริมสร้างบารมีและเพื่อพูนผลานิสงส์
จึงได้เชิญพราหมณ์มาทำพิธีหล่อพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ตามวันเกิด
อันมีปางสมาธิ ปางสะดุ้งมารและ ปางอุ้มบาตร
แล้วทำพิธีบวงสรวงชุมนุมเทวดาตามโหราศาสตร์
เพื่อทำพิธิปลุกเสกด้วยอันเชิญเข้าสู่วัด
ในกาลต่อมา
ได้เกิดยุคเข็ญขึ้น พม่าได้ยกทัพมาตีไทยหลายครั้งหลานหน จนครั้งสุดท้าย
คือ ประมาณครั้งที่ 7 ก็ตีเมืองแตก
และได้เผาบ้านเผาเมืองตลอดจนวัดวาอารามต่าง ๆ หลวงพ่อ 3 พี่น้อง
จึงได้ปรึกษากัน เห็นว่าเป็นสถานการณ์ขับขัน
จึงได้แสดงอภินิหารลงบนแม่น้ำปิง แล้วล่องมาทางใต้ตลอด
7 วัน จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า
สามเสน
จึงได้แสดงอภินิหารลอยให้ชาวบ้านชาวเมืองเห็น ชาวบ้านนับแสน ๆ คน
ได้ทำการฉุดหลวงพ่อทั้ง 3 องค์ ถึง 3 วัน 3 คืนก็ฉุดไม่ขึ้น
ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า สามแสน ซึ่งได้เพี้ยนเป็น สามเสน
ในภายหลัง
หลวงพ่อได้ลอยต่อไปตามลำน้ำบางปะกง
เลยผ่านวัดโสธรไปจนถึงใต้คุ้งน้ำ ใต้วัดโสธร
แล้วแสดงอภินิหารให้ชาวบ้านเห็นอีก ชาวบ้านได้ช่วยกันฉุดก็ยัง ไม่สำเร็จ
จึงได้เรียกหมู่บ้านและคลองนั้นว่า บางพระ ต่อจากนั้น ก็ลอยทวนน้ำวนอยู่หัวเลี้ยวตรงกองพันทหารช่างที่
2 สถานที่ลอยวนอยู่นั้น จึงเรียกว่า แหลมหัววน และคลองก็ได้ชื่อว่า
คลองสองพี่น้อง มาจนทุกวันนี้
ต่อจากนั้น
พระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่ได้แสดงอภินิหารลอยไปถึงแม่น้ำแม่กลอง
จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวประมงได้ช่วยกันอาราธนาท่านขึ้นประดิษฐานไว้ ณ
วัดบ้านแหลม มีชื่อเรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม อีกองค์หนึ่งได้แสดงปาฏิหาริย์ล่องเข้าไปในคลองบางพลี
ชาวได้อาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
มีชื่อเรียกว่า หลวงพ่อโตบางพลี
ส่วนพระพุทธรูปองค์สุดท้าย
หรือหลวงพ่อโสธรนั้น ได้แสดงอภินิหารลอยมา ขึ้นที่หน้าวัดหงส์
ชาวบ้านได้พยายามฉุดขึ้นฝั่งหลายครั้งหลายหน แต่ก็ ไม่สามารถอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากน้ำได้
จนกระทั่งมีอาจารย์ผู้มีความรู้ ทางไสยศาสตร์ผู้หนึ่ง ได้ตั้งศาลเพียงตาาบวงสรวงเอาสายสิญจน์คล้องกับ
พระหัตถ์พระพุทธรูป และเชิญชวนประชาชนทั้งชาวไทยชาวจีนพร้อมใจกัน
จับสายสิญจน์ จึงสามารถอาราธนาขึ้นฝั่งได้โดยง่ายใช้คนไม่กี่คน และนำมา
ประดิษฐานที่วิหารวัดหงส์ได้เป็นผลสำเร็จตามประสงค์เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ
เดือน 5 ซึ่ง สันนิฐานว่าน่าจะอยู่ในราวปี พ.ศ.2313
อันเป็นสมัยต้นกรุงธนบุรี นั้นเอง
พระพุทธโสธรเป็นพระพุทธปฎิมากรปางสมาธิ
ประทับอยู่เหนือรัตนบังลังก์ 4 ชั้น ซึ่งปูลาดด้วยผ้าทิพย์
อันมีความหมายถึงการอยู่สูงสุด เป็นพุทธเหนือ พระอริยบุคคล 4 คือ
พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธโสธรเดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด
อย่างสวยงาม แต่ต่อมา พระสงฆ์ในวัดเห็นว่ากาลต่อไปภายหน้า
คนที่กิเลสแรงกล้าจะลักไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพื่อความปลอดภัย
จึงพอกปูนเสริมให้ใหญ่หุ้มองค์จริง ไว้ภายใน พุทธลักษณะขององค์หลวงพ่อโสธรที่ปรากฏในปัจจุบันจึงเป็นแบบปูนปั้น
ลงรักปิดทองพระวรกายแบบเทวรูป พระพักตร์แบบศิลปะลานนา พระเกตุมาลา แบบปลี
อันหมายถึงความอยู่เป็นสุขตามคติของชาวจีน ข้อพระกรข้างขวา มีกำไรรัดตรึง
เป็นเครื่องหมายถึงความอาทรห่วงใย ที่หลวงพ่อทรงมีต่อสาธุชน ผู้เคารพบูชาในองค์ท่าน
ทรงจีวรแนบเนื้อ มีความกว้างของพระเพลา 3 ศอก 5 นิ้ว (1 เมตร 65
เซนติเมตร ) สูง 1 เมตร 98 เซนติเมตร ขณะนี้ในวัดมีพระพุทธรูปบนแท่นฐานชุกชีทั้งหมด
13 องค์ องค์พระพุทธโสธรคือองค์ที่อยู่ตรงกลาง
แหล่งที่มา : ททท เขต 8