|
อุโบสถไม้สักวัดกุฏิ
ต. บางเค็ม อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี
คำถามที่ทุกคนสงสันว่าทำไมถึงต้องมาที่นี่?
ที่นี่มีอะไร สำคัญอย่างไร จึงต้องมาชม?
1.
เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ของวาการพระพุทธศาสนาของโลก
ประกอบด้วยเรื่องราวพุทธประวัติที่ชาวพุทธ ทั่วโลกเคารพนับถือ
2. เป็นอุโบสถไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
3. เป็นอุโบสถไม้สักที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
4. อุโบสถไม้สักนี้ฝาผนังแกะสลักโดยรอบ
5. เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนอุโบสถวัดใดๆ
6. หน้าต่างและประตูที่แกะสลักไว้อย่างวิจิตรงดงาม
7. เป็นภูมิปัญญาไทยที่คนต่างชาติยังทึ่ง
ในงานและยังชมว่า
เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของประเทศไทยจริงๆ
(Amazing Thailand)
8. เป็นสมบัติของคนไทยทุกคนที่ควรช่วยกันอนุรักษ์
วัดกุฏิ
(บางเค็ม)
เป็นวัดมหานิกาย ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลบางเค็ม
อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี อยู่ห่างจากทางหลวงสายเพชรเกษม
ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๑๒๙-๑๓๐ เข้าไปเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตรเศษ
วัดกุฏิสร้างมาราวปลายสมัยอยุธยา หรือ ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณ ๒๐๐
ปีเศษ และมีพัฒนามาเป็นลำดับโดยมีพระครูเกษมสุตคุณ (หลวงพ่อชุ่ม)
เจ้าอาวาสขณะนั้น เป็นดำเนินการสร้างอุโบสถหลังนี้ด้วยไม้สักทั้งหลัง
และใช้ไม้มะค่าเป็นเสา ไม่ที่ใช้ในการก่อสร้างนี้
ท่านนำมาจากจังหวัดนครสวรรค์
ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาจนมาถึงคลองบางเค็มท่าน้ำข้างวัด
ท่านตั้งใจสร้างอุโบสถไม้สักแกะสลักนี้ให้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ของวงการพระพุทธศาสนา
สำหรับอุโบสถไม้สักแกะสลักนั้น
เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๖ ได้รับพระทานวิสุงคามสีมา
ในต้นรัชกาลที่ ๗ คืนเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๑
ได้ทำการเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ โดยครูช่างฝีมือเมืองเพชรบุรี คือ
ช่างเนื่อง ช่างหวาน ช่างปิ่น
แกะสลักฝาผนังรอบนอกทั้งหมดเป็นเรื่องราวเทศน์มหาชาติ และ ทศชาติชาดก
ช่างเนื่องและช่างหวานยังช่วยกันแกะสลักบานประตู ๒ บาน (ป่าเขาลำเนาไพร)
ส่วนช่างระย่อม แกะสลักหน้าต่าง ๑๔ คู่ และบานประตู ๒ บาน (รามเกียรติ)
สลักเสลาอย่างอ่อนช้อยและวิจิตรยิ่ง มีค่าทางศิลปะเป็นอันมาก
ส่วนฝาผนังที่มีภาพและเรื่องราวของพระโพธิสัตว์อวอิโลกิเตศวร พระถังซำจั๋ง
และฝาผนังแกะสลักใต้พระเตมีย์ รวมถึง ช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์นั้น
เป็นฝีมือของช่างปูนชาวจีนชื่อ เจ๊กโค่ง ส่วนแรงงานที่ช่วยแกะสลักนั้น
เป็นพระภิกษุและสามเณรที่บวชอยู่ในช่วงที่มีการก่อสร้างอุโบสถ
(หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ช่างปิ่นได้ทำลายปูนปั้นมาติดที่ซุ้มประตูทั้ง ๔
ช่อง)
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๒๑
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ (ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ
และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔)
เพราะเป็นอุโบสถไม้ที่มีขนาดใหญ่มีคุณค่าทางศิลปะ
ควรแค่แก่การอนุรักษ์เป็นสมบัติของแผ่นดิน
และเป็นอุโบสถไม้สักที่แกะสลักโดยรอบแห่งเดียวในประเทศไทย
เพราะส่วนใหญ่จะเป็นภาพวาดหรือการแกะสลักเฉพาะหน้าต่างกับประตูเท่านั้น
อุโบสถไม้สักได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๕
โดยกรมศิลปากร เป็นเงินจำนวน ๔,๐๒๐,๐๐๐ บาท
อุโบสถไม้สักเป็นความภูมิใจของชาวตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
เป็นอย่างยิ่งตลอดมา
อุโบสถไม้สักแกะสลัก
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี
ก่อนผ่านเข้าสู่อำเภอเขาย้อย และจังหวัดเพชรบุรีต่อไป
มีประชาชนให้ความสนใจเข้าชมสถาปัตยกรรมอุโบสถไม้สักแกะสลักเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันมีพระครูวิจิตรวัชรธรรม เป็นเจ้าอาวาส อายุ ๗๖ ปี
อายุพรรษาที่ ๕๐ ท่านเป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๓
ท่านปรับปรุงกุฏิพระ-วัด เครื่องใช้ไม้สอยต่างเป็นไม้สักเกือบทั้งหมด
ท่านมีความชำนาญทางงานไม้ ด้วยฝีมือประณีต สวยงาม สร้างไว้ใช้ภายในวัด
และหาเจ้าอาวาสวัดใดเทียบท่านได้ยาก
อุโบสถไม้สัก
วัดกุฏิ
อุโบสถไม้สักหลังนี้ เป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่
มีขนาดกว้างประมาณ ๗.๕๐ เมตร ยาว ๑๘.๗๐ เมตร (กว้าง ๓ ห้อง ยาว ๗ ห้อง
เฉพาะส่วนที่กั้นฝา) ภายในอุโบสถไม่มีเสา อาคารหลังนี้มีเสารวม ๖๐ ต้น
เสาแถวนอกสุดเป็นเสาแปดเหลี่ยม (เสาระเบียงรับเชิงชาย) โดยรอบ ๓๒ ต้น
แถวในเป็นเสาสี่เหลี่ยม ๒๘ ต้น เมื่อมองด้านข้างจะเป็นหลังคา
(รวมทั้งหลังคาพาไล)
ทางด้านหน้าและหลังจะเป็นมุขลดยื่นและพาไลขึ้นไปรับมุขทั้งหน้าและหลัง
ด้านละ ๑ ชั้น และทางด้านข้างมีตับ หลังคาปีกนกลาดลง ๒ ชั้น
เครื่องเงินลำยองเป็นไม้แกะสลัก ลงลักปิดทอง ประดับกระจก
แผ่กว้างลดต่ำลงมีลวดลายแกะสลัก
จึงเป็นแบบอย่างทางช่างที่ไม่มีอุโบสถแห่งใด เสมอเหมือน
โครงหลังคาหน้าบันทั้งสองด้านมีมุขประเจิดลายเป็นไม้แกะสลัก
ด้านหน้าเป็นรูปเหรียญเงินตรามงกุฎสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๔
ส่วนด้านหลังเป็นรูปเหรียญเงินตราช้างสามเศียรสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๕ มีลายกนกเปลวประกอบอย่างสวยงาม
ความคิดผูกลายหน้าบันอย่างนี้
นับเป็นประดิษฐ์การอย่างใหม่ของช่าง
ที่มองแล้วให้ความรู้สึกเปิดเผยถึงสภาพจิตของมวลมนุษย์ที่นับวันจะยิ่งยกย่องเงินตราขึ้นสูง
และคนจนส่วนใหญ่ได้แต่แหงนมองจนเมื่อยคอยากที่จะหยิบฉวยเงินมาอย่างง่ายดาย
วิธีชมอุโบสถไม้สักแกะสลัก
คือ
ต้องอยู่ในระยะห่างที่สามารถเห็นภาพรวมๆได้ทั้งหมดทุกแผง
และเชื่อว่าท่านต้องตะลึงกับสิ่งที่เห็นสะดุดตาที่สุด คือ
ฝาผนังไม้แกะสลักทั้งหลัง
รวมทั้งบานหน้าต่างและบานประตูที่แกะสลักไว้อย่างวิจิตรงดงาม
ยากที่จะหาชมได้ในอุโบสถแห่งอื่น นับว่ารวมความเป็นที่สุดไว้ที่นี่แล้ว
เป็นอุโบสถไม้สักแกะสลักเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่เหลืออยู่
อุโบสถนี้มีฝาผนังทั้งหมดทั้ง ๒๐ แผง เป็นด้านยาว ด้านละ
๗ แผง ด้านกว้างด้านละ ๓ แผง แต่ละแผงจัดสัดส่วนภาพแกะสลักเป็น ๒ ท่อน
มีบานหน้าต่างทั้งหมด ๑๔ คู่ ,บานประตู ๘ คู่ และปูนปั้นเหนือซุ้มประตู ๔
แห่ง
ฝาผนังด้านยาวนี้มี ๗ แผง
และมีช่องหน้าต่างที่แกะสลักไว้อย่างสวยงาม เดินเวียนขวาจากหน้าอุโบสถ
(ด้านหน้าคือทิศตะวันออก) เดินเวียนขวาไปตามลำดับ
โดยเริ่มจากภาพแกะสลักในเรื่องเทศมหาชาติ กัณฑ์ที่ ๑ คือกัณฑ์ทศพร
วัตถุมงคลของพระครูเกษมสุตคุณที่น่าสนใจ
ประกอบด้วยเหรียญรุ่นแรก สร้างฉลองเป็นพระครูสัญญาบัตร
มีเนื้อเงิน, ทองแดงและ อัลปาก้า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ และสร้างพระผงว่านผสม
พิมพ์นาคปรก ท่านได้รับมอบจากเมืองลับแลมีพุทธคุณยอดเยี่ยมทางด้านแคล้วคลาด
สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒
ท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์ให้ร่วมปลุกเสกพระเครื่องที่วัดกัลยาณี
ฝั่งธนบุรี เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และยังมีเครื่องรางอย่างผ้ายันต์
ตะกรุดโทนเขี้ยวเสือ สีผึ้ง ลูกอม ผงนางกวัก (ข้อมูลจากนิตยสารพุทโธ )
รายละเอียดและเรื่องราวที่แกะสลัก
สามารถแบ่งเรื่องราวออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ
1. เทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์
2. ทศชาติชาดก ๗ ชาดก
3. พระโพธิสัตว์อวอิโลกิเตศวรและพระถังซำจั๋ง ๒ ภาพ
เทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์
1. กัณฑ์ทศพร-พระนางผุสดีขอพระอินทร์ ๑๐ ประการ
2. กัณฑ์หิมพานต์-พระเวสสันดรบริจาคช้างปัจจัยนาเคนทร์
3. กัณฑ์ทานกัณฑ์-พระเวสสันดรบริจาคสัตตสดกมหาทาน
4. กัณฑ์วนปเวศน์-พระเวสสันดรและครอบครัวเดินชมป่า
5. กัณฑ์ชูชก-นางอมิตตดาบอกชูชกให้ไปทูลขอกัณหาและชาลี
6. กัณฑ์จุลพน-ชูชกหลอกพรานเจตบุตร
7. กัณฑ์มหาพน-ชูชกหลอกพระอัจจุฤาษี
8. กัณฑ์กุมาร-ชูชกขอกัณหาและชาลีต่อพระเวสสันดร
9. กัณฑ์มัทรี-พระอินทร์ถ่วงเวลาพระนางมัทรีไม่ให้ไปทันเวลา
10. กัณฑ์สักกบรรพ-พระเวสสันดรบริจาคพระนางมัทรี
11. กัณฑ์มหาราช-ชูชกนอนอย่างสบายใจเพราะคิดว่ามีทาสรับใช้แล้ว
12. กัณฑ์ฉกษัตริย์-กษัตริย์ ๖ พระองค์พบกันดีใจและร้องไห้จนสลบ
พระอินทร์บันดาลฝนโบกขรพรรษให้ตก
13. กัณฑ์นครกัณฑ์-พระเวสสันดรและครอบครัวเสด็จกลับนคร
การเทศน์มหาชาตินี้สอนให้ประชาชนรู้จักการบริจาคทาน ทำบุญ
สละทรัพย์ เพื่อสาธารณะประโยชน์เป็นการลดความตระหนี่ในใจ ลดความเห็นแก่ตัว
ลดการยึดติดในทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของเรา
เพราะเวลาตายไม่มีใครนำทรัพย์สินติดตัวไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว
สิ่งที่จะนำไปได้ คือ ความดีและความชั่ว ที่สะสมมาก่อนตาย
การเทศน์มหาชาตินั้น ๑ ปี เราจะมีโอกาสได้ฟังกันปีละเพียง ๑ ครั้ง
บางคนทั้งชีวิตอาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟัง
ทศชาติชาดก
ทศชาติชาดกหรือเรื่องราวการบำเพ็ญบารมีที่ยิ่งใหญ่
๑๐ ชาติ ก่อนที่จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้า
1. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมบารมี
2. พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยะบารมี
3. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี
4. พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญอธิฐานบารมี
5. พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี
6. พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมี
7. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี
8. พระพรหมนารถ ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี
9. พระวิฑูร ทรงบำเพ็ญสัจจะบารมี
10. พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมี
ทศชาติที่ขาดหายไป คือ พระมหาชนก พระวิฑูร
และพระเวสสันดร (แต่มีในเทศน์มหาชาติ) แต่มีเจ้าแม่กวนอิมและพระถังซำจั๋งแทน
สันนิษฐานว่าสมัยก่อนมีชาวจีนอาศัยอยู่ที่ตำบลบางเค็มเป็นจำนวนมากและขออนุญาต
พระครูเกษมสุตคุณ ให้ช่างเจ๊กโค่ง แกะสลักภาพเจ้าแม่กวนอิมและพระถังซำจั๋งไว้เคารพสักการะ
นับว่าท่านพระครูเกษมสุตคุณ ใจกว้างมาก
เพราะอุโบสถหลังนี้น่าที่จะเป็นเรื่องราวของพุทธประวัติทั้งหมด
พระโพธิสัตว์อวอิโลกิเตศวรและพระถังซำจั๋ง
เป็นฝีมือของช่างชาวจีนที่ชื่อ เจ๊กโค่ง
เขียนแบบและแกะสลักด้วยตนเอง ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีน
และชาวไทยเชื้อสายจีนจึงนับว่าคุ้มค่าแล้วที่มาที่นี่ที่เดียว
ได้กราบไหว้ทั้งพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์อวอิโลกิเตศวร เป็นปางโปรดเวนัยสัตว์ให้พ้นจากทุกข์
ส่วนพระถังซำจั๋งเป็นการให้แง่คิดในเรื่องของจิตใจมนุษย์โดยเปรียบเทียบว่า
จิตใจคนเราเหมือนลิง (หงอคง) เพราะจิตไม่อยู่นิ่งเฉย คิดเรื่องต่างๆ นานา
ควบคุมและทำให้เกิดสมาธิได้ยาก ส่วน หมู (ตือโป๊ยไก่) เปรียบเหมือนความโลภ
เพราะมนุษย์เรานั้นมี่แต่ความต้องการทุกๆอย่างที่ขวางหน้า เช่นทรัพย์สิน
เงินทอง ชื่อเสียง ลาภยศ สรรเสริญ หาความพอดีได้ยาก หากไม่รู้จักประมาณการ
ฬนการบริโภคจะกลายเป็นหมูไปจริงๆ และซัวเจ๋งเปรียบเหมือน โมหะคือ
ความโง่เขลา เบาปัญญา เพราะไม่มีความรู้แจ้งในการแก้ปัญหาชีวิต
เนื่องคนส่วนใหญ่ชอบทำก่อนแล้วคิดทีหลัง
คาถาแก้จนหรือทำให้รวย
อย่ากินเกินได้
อย่าจ่ายเกินมีรวย
กินเกินได้ จ่ายเกินมีจน
|